Monday, November 08, 2010

ถ้าคุณรักประเทศไทย

ดิฉันอยากเขียน หรืออยากนำเสนองานเขียนใดๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ในการพัฒนาประเทศและคนในชาติบ้านเกิดเมืองนอน เพราะเชื่อว่าการที่คนเราได้อ่านเนื้อหาที่ดีมีประโยชน์จะได้คิด เป็นการช่วยส่งเสริมการปลุกจิตสำนึก หรือแม้อาจเป็นเพียงการ “ปลูก”จิตสำนึก แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้น อาจจะรู้สึกว่าอีกนานกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิต แต่คนเราเมื่อมีจุดมุ่งหมายก็มีความหวัง เมื่อชีวิตมีความหวังอะไรๆ มันก็จะดีขึ้น

เนื้อหาที่จะอ่านต่อไปนี้มีพูดถึงปัญหา “ระบบการศึกษาและการอบรมปลูกฝัง” มีผลต่อทัศนะของคนในชาติ คัดลอกมาจากฟอร์เวิล์ดที่ได้จากเพื่อนเรียนร่วมรุ่นเดียวกัน ARTS18 รุ่นปัจจุบัน ARTS43 คิดดูแล้วกันรุ่นน้องเรียกป้าได้แล้วอ่ะ นอกเรื่องไปหน่อย มาลองอ่านดูว่าเขาเขียนว่าไง...
“เสียงสะท้อนจากคนไทยคนหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศไทย ความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยเสียเอกราชให้กับใคร สามารถดูได้จากประเทศญี่ปุ่นเยอรมัน แม้จะแพ้สงครามแต่ก็กลับมายิ่งใหญ่ในเศรษฐกิจโลก ไม่ได้อยู่ที่ความเก่าแก่ของอารยธรรมของประเทศนั้นๆ สามารถดูได้จากประเทศอินเดีย อียิปต์ ซึ่งมีอารยธรรมมานานกว่า 3000ปี แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยากจน ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่เช่นสิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีศักยภาพอะไรเลยเมื่อ 100ปีที่แล้ว แต่วันนี้กลับพัฒนากลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ร่ำรวยได้ และความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศด้อยพัฒนา ก็ไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรของประเทศอีกนั่นล่ะ ญี่ปุ่นมีพื้นที่เกษตรกรรมน้อยมาก 80% ของพื้นที่เป็นภูเขาไม่เหมาะในการทำเกษตรกรรม แต่ญี่ปุ่นกับเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก สวิสเซอร์แลนด์อากาศหนาวจัด จนใน 1ปี ทำการเกษตรได้เพียง 4 เดือน และไม่มีการทำไร่โกโก้เลย แต่กลับทำช็อกโกแล็ตส่งออกรายใหญ่ของโลก และยังนำความซื่อสัตย์ ความตรงต่อเวลา ความมีระเบียบของคนมาใช้ประโยชยน์ จนได้รับการยอมรับให้เป็นธนาคารของโลก สีผิวแลเผ่าพันธ์ก็ไม่ใช่เหตุผลอีกแหละ เพราะเมื่อแรงงานที่เคยขี้เกียจในประเทศของตนย้ายไปอยู่และหากินในประเทศที่เจริญแล้วกลับกลายเป็นแรงงานที่ขยันด้วยซ้ำไป
แล้วอะไรที่ทำให้แตกต่าง สิ่งที่แตกต่างคือ ทัศนคติที่ฝังรากลึกมานานปี ผ่านระบบการศึกษา และการอบรมปลูกฝัง จากการวิเคราะห์ พฤติกรรมของคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าคนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตอยู่บนหลักปรัชญา ได้แก่
1.ใช้จริยธรรมนำทางชีวิต (Ethics as the basic principle)
2.ความซื่อสัตย์ (Integrity)
3.ความรักในงาน (Work Loving)
4.ความรับผิดชอบในหน้าที่ (Responsibility)
5.จิตใจมุ่งมั่น สู่ความเป็นที่หนึ่ง ( Will of super action)
6.การเคารพต่อกฏระเบียบ (Respect to the law and rules)
7.การเคารพต่อสิทธิของผู้อื่น (Respect to the rights of other citizens)
8.การตรงต่อเวลา (Punctuality)
9.การออมและความสนใจในการลงทุน (Strive for saving and investment)
แต่น่าเสียดายที่ในประเทศที่ด้อยพัฒนามีคนจำนวนน้อยที่ใช้หลักปรัชญาเหล่านี้ในการดำเนินชีวิต
ประเทศไทยของเรายัง เป็นประทศด้อยพัฒนา ไม่ใช่เพราะเราขาดทรัพยากร หรือมีภัยธรรมชาติ เป็นปัญหา แต่เพราะเราขาดทัศนคติ และแรงผลักดันที่สอดคล้องไปตามหลักปรัชญาการดำเนินชีวิตที่กล่าวมา”

อ่านแล้วอาจจะมีความคิดขัดแย้งอยู่ในใจบ้าง เรื่องปัจจัยตัวแปรอื่นๆ หรือข้อมูลตัวเลข 80% 3000ปี 4เดือนถูกต้องหรือเปล่าไม่ได้เช็ค ยังไงก็ช่างเถอะ จุดมุ่งหมายของผู้เขียนคือ “อยากเห็นประเทศไทยของเราเปลี่ยนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” ส่วนตัวดิฉันอยากให้ประเทศไทยของเรามีความสงบสุขร่มเย็น คนในชาติมีความรักความสามัคคี มีความเสมอภาคทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

หมายเหตุรูปภาพประกอบ คือรูปวาดปรมาจารย์ขงจื๊อซึ่งก็ได้จากฟอร์เวิล์ดเมล์ฉบับนี้นั่นแหละ
คำสอนของปรมาจารย์ขงจื๊อ
หากเจ้าวางแผนไว้ 1ปี จงปลูกข้าว
หากเจ้าวางแผนไว้ 10ปี จงปลูกต้นไม้
หากเจ้าวางแผนไว้ 100ปี จงให้ความรู้กับบุตรหลาน

Tuesday, October 05, 2010

The Kingdom of Bhutan

ขอใช้ชื่อหัวข้อเป็นภาษาอังกฤษก็แล้วกัน เพราะเกิดความสับสน"ชื่อ"ของประเทศนี้ จำได้ว่าเคยเรียกว่า "ประเทศภูฐาน" แล้วตอนนี้เห็นเขียนกันมากว่า "ประเทศภูฏาน" (อ่านว่า พู-ตาน) ลองฟังเสียงที่เว็บวิกิพีเดีย wikipedia

หูที่ด้อยประสิทธิภาพของดิฉัน ได้ยินว่า "บู-ดาน" ใครช่วยเข้าไปฟังหน่อย ได้ยินว่ายังงัย วานบอกด้วย
คือว่าดิฉันพึ่งทำการบ้าน(ข้อสอบย่อย)เสร็จเลยให้รางวัลกับชีวิตโดยมาอัปเดทบล็อก สงสัยว่าข้อสอบที่ว่าเขาถามอะไร ถึงได้มาต่อติดกับหัวข้อบล็อก "The Kingdom of Bhutan" คำถามมีว่า "Explain the main difference between Thomas Hobbes’ and John Locke’s idea of individual freedom and the state."จริงๆ ก็ไม่เกี่ยว แต่ถ้าจะให้เกี่ยวก็ได้อันนี้ให้ผู้อ่านคิดเอาเองก็แล้วกัน ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวยังไง เกี่ยว เกี่ยวยังไง เอาไปทำเป็นข้อสอบย่อยบ้างก็จะดี ถ้ามีเวลาว่างและอยากใช้หมองตั้งมาธิ...

เวลาตอนนี้ณ.ประเทศนอร์เวย์เลยเที่ยงคืนมาแล้วอาจจะงงและง่วงบ้างแต่ตั้งใจทำ ขอทำให้เสร็จลุล่วง ไม่ยาก ๆ เพราะต่อไปนี้เป็นการคัดลอก
1.พิธีแต่งงานของประเทศภูฏาน(ได้รับฟอร์เวิลด์จากเพื่อน Arts18) ได้ลองค้นหาต้นฉบับเรื่องนี้เจอที่เว็บนี้ fringer.org

แต่ผู้เขียนเขาเริ่มหัวข้อว่า "เรื่องเสรีภาพทางเพศของคนภูฏานนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมาก" หากสนใจเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับประเทศนี้ก็อ่านในเว็บนี้ได้ค่ะ
"กฎหมายของภูฏานไม่มีข้อจำกัดเรื่องผัวเดียวเมียเดียว ผู้ชายจะมีภรรยากี่คนก็ได้ แต่ผู้หญิงจะมีสามีกี่คนก็ได้เช่นกัน ก็นับว่ายุติธรรมดีมากๆ ผู้ชายภูฏานนิยมมีภรรยาสองคน แต่งคนแรกตอนอายุ 25 ปี คนที่สองตอนอายุประมาณ 40 แน่นอน เจ้าสาวโดยมากเป็นสาวรุ่นแรกแย้ม อายุระหว่าง 18-25ทั้งคู่ ผู้หญิงภูฏานส่วนใหญ่มีสามีคนเดียวยกเว้นในครอบครัวที่เลี้ยงจามรีเป็นอาชีพหลัก ผู้หญิงนิยมมีสามีสามคน คนแรกมีหน้าที่เลี้ยงฝูงจามรีในฤดูร้อนบนภูเขา (จามรีเป็นสัตว์เมืองหนาว จึงต้องอาศัยอยู่บนภูเขาสูงที่มีอุณหภูมิต่ำ เพื่อหนีร้อนจากข้างล่าง)พอถึงฤดูหนาวก็ต้อนจามรีลงมาจากเขาให้สามีคนที่สองเลี้ยง (เพราะอากาศในฤดูนี้หนาวเกินกว่าที่จามรีจะทนอยู่บนยอดเขาได้)ส่วนสามีคนที่สามมีหน้าที่เอาเนยที่ทำจากจามรีไปขายที่ตลาด สามีหรือภรรยาที่ถูกจับได้ว่ามีชู้อาจถูกศาลตัดสินให้จ่ายค่าเสียหายให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยตั้งจำนวนค่าเสียหายตามจำนวนปีที่แต่งงานกัน
ชนบทภูฏานมีประเพณีหนึ่งเรียกว่า “การล่ายามวิกาล” (night-hunting)
คือการที่ผู้ชายแอบปีนขึ้นห้องนอนของผู้หญิงที่ตน “ปิ๊ง” ยามดึก หรือแม้แต่ไม่เคยเห็นหน้าผู้หญิงก็ไม่เป็นไร ขอแค่รู้ว่าบ้านนี้มีลูกสาวโสดเป็นใช้ได้ ก่อนจะมีอะไรกัน ฝ่ายหญิงเองก็ต้องยินยอมด้วย ไม่อย่างนั้นฝ่ายชายก็ต้องรีบจ้ำอ้าวก่อนจะเจอข้อหาข่มขืน ซ้ำร้ายถ้าทำผู้หญิงท้องแล้วถูกจับได้ กฎหมายบังคับให้จ่ายค่าทำคลอด และ 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทุกเดือน เป็นค่าเลี้ยงดูบุตร หากผู้หญิงไม่ยอมแต่งงานด้วย เรื่องนี้น่าสรรเสริญ เพราะเสรีภาพทางเพศคงไม่มีประโยชน์อันใด หากไร้ความเท่าเทียมกันควบคู่ไปด้วย เมื่อมีอะไรกันแล้ว หากชายหญิงชอบพอกัน ผู้ชายก็เพียงแต่รอ เฉยๆ ในห้องผู้หญิง เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นผู้หญิงก็จะไปบอกพ่อแม่ให้นิมนต์พระ หรือ กอมเช็น(ฆราวาสที่ประกอบพิธีทางศาสนาเป็น)ประจำหมู่บ้านมาทำพิธีแต่งงานให้ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนภูฏาน"

2.ความสุขมวลรวมของประเทศภูฏาน ค้นหาจากเน็ตเพราะอยากให้พวกเราทั้งหลายเห็นคุณค่า GNH มากกว่า GNP ที่มา
bangkokbiznews

ภูฏาน นับเป็นประเทศที่ยากจน อยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย รายได้หลักของประเทศมาจากผลผลิตทางการเกษตร ป่าไม้ การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำส่งออกไปยังอินเดีย และรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ภูฏาน เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก จากการคิดต่าง ไม่วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยมูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางวัตถุ ที่บอกรายละเอียดว่า ในแต่ละปี สินค้า บริการในประเทศนั้น ถูกผลิตขึ้นในระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่าเท่าใด แต่ ภูฏาน ได้สร้าง ดัชนีตัวใหม่ ซึ่งรู้จักกันทั่วโลก ในชื่อของ Gross National Happiness (GNH) อันมีรากเหง้าจากคำกล่าวของ กษัตริย์ Jigme ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อปี 1972 ที่ย้ำชัดถึง วิสัยทัศน์ ที่ว่า Gross National Happiness is more important than Gross National Product หมายถึง ความสุขของประชาชนสำคัญกว่าผลผลิตมวลรวมหรือรายได้รวมของประเทศ นั่นเอง จากวันนั้นมา ภูฏาน ไม่หยุดยั้งความพยายามในการเดินตามวิสัยทัศน์ จนกระทั่งวันนี้ ปี 2010 ห้วงเวลาที่กระแสโลกาภิวัตน์ยังคงไหลเชี่ยวกราก วัตถุนิยมยังคงมีมนต์ขลัง เพราะสนองกิเลสมนุษย์ได้ดีเยี่ยม จึงเป็นที่สงสัยกันว่า GNH ของภูฏานจะยังคงต้านทานกระแสเหล่านี้ไปได้นานแค่ไหน และจะกลายพันธุ์หรือไม่อย่างไร จากการที่สมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA ได้ร่วมกับ CSR CLUB โครงการทำดีทุกวัน จากดีแทค จัดโปรแกรมไปดูงานและร่วมสัมมนาเรื่อง Gross National Happiness 8000 ที่ประเทศภูฏาน เมื่อเร็วๆ นี้ นั้น พบว่าภูฏานยังเป็นประเทศที่ยังคงเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่เติบโตอย่าง ยั่งยืน สร้างสมดุลชีวิตให้คนทั้งประเทศ ด้วยรูปธรรม คือ ความสุข GNH มี 4 หลักการใหญ่ หรือ The Four Pillars ได้แก่ 1. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 2.การรักษาสภาพแวดล้อม 3. การส่งเสริมวัฒนธรรมประจำชาติ และการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล
4 หลักใหญ่นี้ เปรียบเหมือนค่านิยมหลักของประเทศ
โดยเสาหลักที่ 1 นั้น มิได้ปฏิเสธตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแบบตะวันตกเสียทีเดียว แต่เน้นการเดินทางสายกลาง โดยเอาปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมและปัจจัยทางด้านจิตใจของประชาชนมาพิจารณา ประกอบ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไปอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของสังคมที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยที่ปลูกฝังค่านิยมให้ประชาชนมีชีวิตอย่างพอเพียง
เสาหลักที่ 2 คือ การไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ทำลายความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยตั้งเป้าให้มีพื้นที่ป่ามากกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่ประเทศ
เสาหลักข้อที่ 3 การรักษา ส่งเสริมวัฒนธรรม โดยรัฐบาลภูฏาน เห็นว่าวัฒนธรรม คือ สิ่งที่คนของเขาต้องรักษาไว้ ทุกวันนี้ ชุดประจำชาติยังคงมีการสวมใส่อย่างแพร่หลายเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไป สถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้าง มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น DZONG อดีตคือป้อมปราการ แต่วันนี้ รูปแบบเดิมแต่ปรับเป็น วัด และสถานที่ราชการ
เสาหลักที่ 4 การส่งเสริมธรรมาภิบาล นับเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด ในการนำประเทศสู่ความสุขมวลรวมประชาชาติ ทุกวันนี้ ภูฏานมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง เมื่อปี 2008 โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยยังคงมุ่งให้ประชาชนยึดมั่นในศาสนาพุทธ ที่เป็นเครื่องยับยั้งการทำความชั่วนั่นเอง ทุกๆ บ้านของชาวภูฏานจะต้องมีห้องพระเอาไหว้กราบบูชา ขณะที่ระบบบริหารประเทศของเขาก็มีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน แต่เหนืออื่นใด ก็คือ การปลูกฝังเรื่องของจริยธรรม และความพอเพียง เมื่อคนเราโลภน้อยลง มีความสุขง่าย การโกง การคอร์รัปชันย่อมน้อยลงนั่นเอง"

Saturday, September 11, 2010

ขอโทษประเทศไทย

พยายามหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมือง เพราะถ้าไม่สามารถเขียนในเชิงติเพื่อก่อ หรือเสนอแนะแนวทางแก้ไขแล้ว ก็มีแต่จะสร้างความแตกแยกร้าวฉานระหว่างกลุ่มคนที่มีความคิดความเชื่อต่างกัน

ดิฉันสนใจด้านสังคม ภาษา วัฒนธรรม ครอบครัว ธรรมะ สุขภาพ และการเขียนครั้งนี้ต้องขออนุญาตหยิบยืมคำบรรยายโฆษณาที่ถูกแบน “ขอโทษประเทศไทย”—“ปลุกพลังบวก” เพื่อจุดประกายความคิดความต้องการของสังคม
"เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า...รุนแรงไปหรือเปล่า...ฟังความข้างเดียวหรือเปล่า... ทำหน้าที่ของตัวเองหรือเปล่า...คิดถึงประชาชนหรือเปล่า......โกงหรือเปล่า... เอาเปรียบหรือเปล่า...ให้ปัญญาประชาชนหรือเปล่า...เสื่อมหรือเปล่า... รักเงินมากกว่าความถูกต้องหรือเปล่า... แล้วรอการช่วยเหลืออย่างเดียวหรือเปล่า...ถ้าจะต้องมีคนผิด... ก็คงเป็นเราทั้งหมดที่ผิด...ขอโทษประเทศไทย...แล้วถ้าจะต้องแก้ไข ก็คงต้องเป็นเราคนไทยที่ลุกขึ้นมาแก้...จดจำความสูญเสียไว้ในใจ...แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลังบวก"

แต่ก่อนไม่เข้าใจว่า 2 ปีที่ผ่านมาทำไมประเทศไทยเป็นไปได้ขนาดนี้ ตอนนี้ก็ใช่ว่าจะเข้าใจทั้งหมด ประสบการณ์ตรงอันหนึ่งที่ทำให้เริ่มมีความเข้าใจถึงเรื่องความขัดแย้งที่เกิดจากความคิด หรือแม้กระทั่งเรื่องที่มีความคิดตรงกัน แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำเสนอที่สุดโต่งปลายขั้วและมองเพียงด้านเดียว ใช้การวิพากษ์วิจารณ์แบบแฟนตาซี ใช้คำศัพท์แบบเชิงวิชาการ เชิงนวนิยายได้อารมณ์ คนอ่านแล้วได้ใจ ทั้งที่นำเสนอเพียงด้านเดียวแต่จูงใจได้ดี ก็สามารถทำให้คนที่มีความรู้ระดับปัญญาชนเห็นชอบด้วยโดยสิ้นเชิง และนี่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา หยั่งที่เราเคยได้ยินประโยคที่ว่า"ฟังความข้างเดียวหรือเปล่า"

การเพิกเฉยต่อปัญหา ข้อผิดพลาดบางอย่างที่เกิดจากระบบอุปถัมภ์ และยอมรับว่านี่แหละค่านิยมที่พวกเราถือปฏิบัติกันมา และไม่สนใจที่จะช่วยปรับปรุงแก้ไขจากจุดเล็กๆ ในครอบครัว ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง ฟังนะ"รักเงินมากกว่าความถูกต้องหรือเปล่า... แล้วรอการช่วยเหลืออย่างเดียวหรือเปล่า..." ปัญหาสืบเนื่องที่เกิดขึ้นและใหญ่ระดับประเทศชาติ ปัญหาคอรัปชั่น ฟังชัดๆ "โกงหรือเปล่า... เอาเปรียบหรือเปล่า..." ขอเพิ่มเองอีกนิดเพื่อให้เห็นภาพ "ตะกละตะกลามเกินไปไหม" การประท้วงที่บานปลายรุนแรงสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนถ้วนหน้า ขอโทษประเทศไทยแล้วหรือยัง

ความคิดสร้างสรรค์ ความตั้งใจดีที่จะทำอะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มคน อย่างน้อยได้ปลุกความคิดทางบวก ก็กลายเป็นว่าไม่เห็นด้วย "อย่าทำเลย" "มันเป็นเรื่องยาก" แล้วเมื่อไร "ระบบความชอบธรรมจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยของเราอย่างที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการ คงต้องใช้วิธีการผลัดกันประท้วงเรียกร้องความชอบธรรม สร้างความรุนแรงอย่างนี้ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดหรือ...

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบจาก
rsunews

Sunday, August 22, 2010

มุมมองที่ต่างไปจากเดิม

ปีนี้กลับบ้านเมืองไทย 8 สัปดาห์ เดินทางวันแรกของการปิดเทอมหน้าร้อนของโซเฟีย กลับนอร์เวย์ก็ได้หยุดอีกแค่สองวันคือวันเสาร์อาทิตย์ วันจันทร์ก็ต้องไปโรงเรียนแล้ว เรียกว่าใช้วันหยุดฤดูร้อนที่เมืองไทยเต็มๆ วันเวลาผ่านไปรวดเร็วปีนี้ก็เข้าปีที่ 10 ของการพักอาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ยิ่งอยู่นานยิ่งชินกับการใช้ชีวิตที่นี่มากยิ่งขึ้น ปีนี้กลับเมืองไทยอยู่นานหน่อยแต่นานไม่มากพอให้ชินกับสภาพการใช้ชีวิตที่เมืองไทย อะไรหลายอย่างที่เคยคิดก็ไม่เหมือนเดิม ไม่รู้เพราะอะไร เคยเบื่อต้องทำกับข้าวทุกวัน ก็กลายเป็นว่าน่าเบื่อเหมือนกันที่ออกไปกินข้าวข้างนอกทุกวัน เคยเซ็งกับการขับรถที่ต้องระวังกับถนนลื่นเพราะหิมะน้ำแข็ง แต่เซ็งมากกว่ากับการที่ขับรถบนถนนที่มีรถลาเยอะแยะหลายประเภท และต้องระวังกับพฤติกรรมการขับรถที่ไม่สามารถคาดเดาได้ กดดันกับลักษณะของคนที่เย็นชาไม่ร่าเริงมีความเป็นส่วนตัวสูง แต่สุดจะทนไหวกับลักษณะของคนที่ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลถึงแม้จะแฝงด้วยอัธยาศัยที่อยากเป็นมิตรแต่มันเกินงามเกินพอดี น่าจะมีอะไรอีกหลายอย่างนะ แต่ที่เขียนมทั้งสามอย่างนี่น่าจะบอกถึงชีวิตความเป็นอยู่หรือไลฟสไตล์ที่ต่างกัน

เริ่มมีความคิดและรู้สึกว่าอยู่นอร์เวย์ก็สุขสบายดี ถึงแม้จะไม่ค่อยสนุกสนาน แต่เข้าวัยทองแล้วอยู่ที่ไหนก็คงไม่เน้นเรื่องของความสนุกเป็นหลักแล้ว เน้นสงบสุขร่มเย็นไม่ต้องกังวล ไม่เครียดเป็นหลักมากกว่า จดบันทึกไว้เป็นหลักฐานย้ำเตือนตัวเองว่าคิดอะไรอยู่กับประเทศที่สองที่อยู่อาศัยเป็นหลักณ.ตอนนี้ คิดว่าถ้าใครมาอยู่ต่างแดนใหม่ๆ แล้วมันร้อนรนทนไม่ไหว ถ้าได้อ่านความคิดที่เปลี่ยนไปของคนประสบการณ์ร่วมอย่างดิฉันคงได้คิดว่า คนเรามีการปรับเปลี่ยนความคิด มุมมองที่ต่างไปจากเดิมจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เหมือนกัน แต่ก็คงไม่ได้เร็วดังใจฝัน ดิฉันปรับได้เมื่อเข้าปีที่สิบ หวังว่าบางคนอาจทำใจและเข้าใจได้เร็วกว่าดิฉัน ขอให้โชคดีถ้วนหน้านะคะ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ทุกคนสนใจในการดูแลสุขภาพ ขอนำภาพเครื่องทำน้ำเต้าหู้ที่ซื้อจากเมืองไทยมาปีนี้เป็นภาพประกอบค่ะ

Wednesday, June 16, 2010

ดอกไม้ กับ ต้นเชอร์รี่

ปีที่แล้วอาจันทร์คุยกับพลอยไว้ว่าจะเอารูปดอกไม้หน้าร้อนที่นอร์เวย์มาให้ดู คุยกันว่าดอกไม้ที่มันเหมือนหรือคล้ายกับที่เขากำทำเป็นช่อขายในงานวันรับปริญญา จำได้ว่าราคาช่อละ 200กว่าบาทเชียวนะ ขนาดเมื่อกว่า 20ปีที่แล้ว รูปดอกไม้ที่ว่าถ่ายมาเป็นเวลาประมาณปีหนึ่งได้แล้ว ถ่ายเมื่อหน้าร้อนปีที่แล้วไง ดูรูปดอกไม้กันก่อน






เพื่อนอาจันทร์ อาเหมียวอยากให้เขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ พระอาทิตย์ หรือ ดอกไม้ ซึ่งจริงๆ แล้ว อาจันทร์ก็คิดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกันแต่ก็ยังไม่ได้เขียนสักที ตอนนี้อยากจะลองเขียนก็เขียนไม่ออก แล้วจะทำอย่างไรดีหละ ผลัดมานานแล้ว เอาเป็นว่า เขียนไปเรื่อยเปื่อยก่อนก็แล้วกัน ที่อาจันทร์อยากเขียนเรื่องนี้เพราะมันเป็นความประทับใจ ที่เห็นต้นไม้ต้นเดียวกันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และมีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากถ้าไม่เฝ้าสังเกตุ แต่ละฤดูอากาศและอุณหภูมิที่มีความแตกต่างกันอย่างมากทำให้ต้นไม้ต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับ สภาพภูมิอากาศ ยกตัวอย่างต้นเชอร์รี่ในสวนที่บ้าน

ฤดูหนาว อากาศหนาวอุณหภูมิติดลบบ้าง บวกนิดหน่อยบ้าง ต้นเชอร์รี่จะไม่มีใบเลย กิ่งก้านลำต้นสีดำ บางครั้งหิมะตกลงมาเกาะทำให้ต้นเชอร์รี่ดูเหมือนมีดอกและใบสีขาวซึ่งก็ดูสวยไปอีกแบบหนึ่ง ช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมกราคมมืดทั้งวันทั้งคืนด้วยนะ เรียกว่าพระอาทิตย์หลับไม่ยอมตื่นเลย
ฤดูใบไม้ผลิ อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น หิมะก็ตกลงมาไม่บ่อยแล้ว จนกระทั่งหิมะเลิกตก น้ำแข็งตามพื้นดินที่เกิดจากหิมะละลายตอนอุณหภูิมิสูงขึ้นกับฉับพลันอุณภูมิติดลบมากๆในตอนกลางคืนก็เริ่มละลาย ใบไม้ของต้นเชอร์รี่ก็ผลิที่ละนิดๆ แต่ไวมาก สามารถเห็นความแตกต่างอย่างรวดเร็ว ช่วงฤดูนี้มีข้อเสียที่เห็นได้ชัดคือ พระอาทิตย์ที่กลับคืนมา แต่หิมะที่ขาวโพลนยังไม่จากไป แสงอาทิตย์กับสีขาวของหิมะสามารถทำให้ปวดหัวและเคืองตาได้ ข้อดีคือความอบอุ่นที่ได้รับกับความหวังตั้งตารอคอยฤดูร้อนที่จะก้าวเข้ามา
ฤดูร้อน อากาศถือว่าร้อน ถ้าเทียบกับฤดูหนาวเพราะอุณหภูมิต่างกัน อธิบายยังไงดีหละ คือจะว่าร้อนก็ไม่ร้อนถ้าเทียบกับอุณหภูมิที่สูงมากสม่ำเสมออย่างเมืองไทย สรุปอย่างนี้คือมันเคยหนาวมากขนาดติดลบ 10 15 20 องศา พออุณภูมิสูงขึ้นมาเช่นประมาณบวก 12-15องศา ก็ร้อนแล้ว ช่วงนี้ต้นเชอร์รี่ก็จะเขียวมาก เพราะใบเต็มต้นไปหมด กับมีดอกสีขาวขนาดเล็กๆบานสะพรั่ง รอสักหน่อยดอกก็จะกลายเป็นผลเชอรรี่สีเขียวอ่อน ช่วงเดือนมิถุนายนมีแสงสว่างทั้งวันทั้งคืนด้วย เรียกว่าพระอาทิตย์ไม่ยอมหลับนอนเลย หรือที่คนทั่วไปรู้จักหรือเรียกกันว่า "พระอาทิตย์เที่ยงคืน"
ฤดูใบไม้ร่วง อากาศในตอนกลางคืนก็หนาวมากขึ้นเพราะอุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง ผลเชอร์รี่ที่เขียวอ่อนก็เริ่มเปลี่ยนสี เหลืองๆ ส้มๆ แดงๆ แล้วก็แดงจัดจ้านสุกเปล่งปลั่ง เต็มต้นไปหมด จากนั้นอากาศหนาวมากขึ้นทุกทีๆ ใบที่เขียวก็เปลี่ยนสี ออกเหลือง เหลืองทั้งใบ น้ำตาล และเหี่ยวแห้งล่วงหลุดจากกิ่งก้าน ในที่สุดก็เหลือแต่ลำต้นกิ่งก้านที่ไร้ใบ ตลอดฤดูใบไม้ร่วงมีข้อดีคือ ในแต่ละวันมีความสมดุลย์ของแสงสว่างกับความมืด และแล้วในเดือนพฤศจิกายนก็เข้าสู่ฤดูหนาวต่อไป ต้นเชอร์รี่ก็จะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงวนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ

ต้นชอร์รี่ต้นนี้ลูกดกใช้ได้ เก็บกินสดๆ ก็คงไม่ไหว เพราะมันไม่ใช่ชนิดเดียวกันกับเชอร์รี่ลูกใหญ่สีม่วงที่มีขายที่เยาวราช มันอร่อยสู้ชนิดนั้นไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้นกก็จะมาจิกกิน แบ่งให้นกกินบ้างก็คงไม่เป็นไร แต่ทั้งนกทั้งคนกินไม่ทันผลเชอร์รี่ก็จะหล่นจากต้นไปบนพื้นดินเสียหมด ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่่เก็บผลเชอร์รี่ต้นนี้ทำไวน์ เก็บได้ประมาณ 14กิโล หมักไว้เมื่อฤดูใบไม้ร่วงซึ่งตอนนี้ก็นานเกือบจะชนปี สามารถบรรจุใส่ขวดได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้จัดการทำเลย มีแต่รูปต้นเชอร์รี่เฉพาะฤดูร้อนมาฝากก่อน วันหลังจะถ่ายรูปต้นเชอร์รี่ในฤดูต่างๆ คงต้องรอไปก่อน


อาจันทร์ก็ได้ข้อคิดจากการเฝ้าสังเกตุต้นไม้ใบหญ้าที่นี่แหละเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต "ต้นไม้ยังสู้ ปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศได้ ไม่อยากอายต้นไม้มัน....."
>(^.^)<

Friday, May 28, 2010

ความสุขที่ถูกมองข้าม

ได้อ่านบทความ"ธรรมะ" เรื่องความสุขที่ถูกมองข้าม โดย พระไพศาล วิสาโล และวันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ขอถือโอกาสนำมาโพสท์ไว้ในบล็อกนี้ วันหลังได้กลับมาอ่านใหม่ได้อีก

(หลายคนคงได้ทำบุญในวันนี้ และไปเวียนเทียนตอนหัวค่ำ จำได้ว่าล่าสุดที่ไปเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาเมื่อปีพศ. 2545 หรือ ปี 2002 ตอนนั้นโซเฟียอยู่ในท้องอาจันทร์ ที่ได้ไปเพราะกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย และได้รับการสนับสนุนจากพี่ชายใจบุญ "เปี๊ยก" บอกไปทำบุญกัน เวียนเทียนที่วัด จำชื่อไม่ได้แล้วซิ วัดใกล้บ้านนั่นแหละ อาจันทร์ต้องถามพลอยกับสวยว่าชื่อวัดอะไร เพราะเธอสองคนก็ไปกับอาจันทร์ด้วย เบอร์เกอร์ก็ไปด้วย "เปี๊ยก" บอกว่า พาฝรั่งไปดูด้วยไง จะได้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของเรา)

ลองอ่านกันดู อาจได้คิดและมีความสุขมากขึ้น
"คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผิน ๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล่าง ๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?

คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด

แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่ แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน

ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าสิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกันมีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน

พูดอีกอย่างก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการ มี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม

บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา

ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ?

เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ดี

ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน

นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา

การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ

บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น

แทนที่จะแสวงหาความสุขจากการได้ ลองหันมาหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่ มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะความภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละ ก็ไม่ยากที่จะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี นั่นคือความสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้
เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้ และ การไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง"
ขอขอบคุณภาพประกอบจากโรงเรียนวัดใต้(ราษฎรนิรมิต)

Friday, April 30, 2010

บ้านพร้อมที่ดิน

ช่วง2-3อาทิตย์ที่ผ่านมาหรือเป็นเดือนได้แล้วมั้ง อาจันทร์นั่งหน้าคอมฯ วันละหลายชั่วโมง ไม่ได้เขียนบล็อกเลย แต่หาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านและที่ดิน เขียนสรุปสั้นสุดๆได้
1. หาบริษัทสร้างบ้าน
2. หาคอนโดและบ้านแถวถนนพระราม 2
3. หาคอนโดกรุงเทพ และเชียงใหม่
4. ที่ดินเพชรบูรณ์
5. สร้างบ้านไม้สำเร็จรูป
6. บ้านจัดสรรที่หัวหิน
เอารูป “บ้านพร้อมที่ดิน” ที่หัวหินมาฝากราคาประมาณ 2ล้านบวกลบนิดหน่อยเอาใครชอบแบบไหนเลือกกันเอาเอง