Sunday, April 03, 2011

บ้านอยู่สบาย3

เมื่อวานได้รับรูปบ้านจากเจ้าของโครงการ น่าจะถ่ายเมื่อวาน 2 เมษายน จากวันที่ 18 มีนาคม ถึงเมื่อวานนับได้ 15 วัน เจ้าของโครงการเขียนบรรยายมาว่า "หน้างานตอนนี้พร้อมที่จะติดตั้งแปและมุงกระเบื้องหลังคาและทำบรรไดทางขึ้นหน้าบ้าน" ดูจากรูปน่าจะถ่ายตอนเที่ยงวัน ดูจากเงาและแดดพระอาทิตย์น่าจะอยู่กลางหัว วันนี้แถมลง 3รูปเลย


หลังคาเสร็จก็ไม่ต้องกลัวฝน จริงๆ แล้ว เมษายน พฤษภาคม หลังคาคงช่วยบังแดดมากกว่า ฝนจะมาก็มิถุนายนนั่นแหละ แต่อากาศแปรปวนยังนี้ ใครจะรู้ นั่งรอรูปรอบต่อไปอีก 3สัปดาห์

Friday, March 18, 2011

บ้านอยู่สบาย2

วันนี้ได้รูปบ้านจากเจ้าของโครงการฯ ถ่ายวันนี้ 18มีนามคม เมื่อเวลา 9โมงเช้า เปรียบเทียบรูปถ่ายจากวันที่ 26กุมภาพันธ์กับรูปที่ถ่ายวันนี้ เห็นความก้าวหน้าอยู่ ก็ 20วันแล้วนี่หน่าอีก 3สัปดาห์จะได้รูปอีก ก็นับได้ประมาณวันที่ 8เมษายน โอ้ยใกล้สงกรานต์แล้ว อีก 4สัปดาห์คนงานก็ได้หยุดพักผ่อนกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดกัน ขอให้เที่ยวให้สนุก ปลอดภัยในการเดินทางกันทุกคน

Monday, March 14, 2011

บ้านอยู่สบาย1

คงต้องเขียนเกี่ยวกับบ้านอยู่สบายไปอีกอย่างน้อย 5เดือน กว่าบ้านจะเสร็จ เมื่อวานได้รูปจากหลานสาว"พี่ปลา" รูปบ้านถ่ายเมื่อวันที่ 26กุมภาพันธ์ หลังจากยกเสาเอกได้ 10วัน เลยเอามาลงเก็บไว้ที่บล็อกคิดว่าน่าจะได้รูปจากเจ้าของโครงการโดยตรงเร็วๆ นี้ ดูรูปบ้านแล้วก็มีความสุขดีเน้อ

Wednesday, February 23, 2011

บ้านอยู่สบาย

ได้ทำพิธียกเสาเอกไปแล้วเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปลูกเรือนปีเถาะ เขาว่า
“ยกเสาเอก จงเอาใบตะเคียน ใบเฉียง ใบพร้าหอม ต้นกล้วย 1 ต้นห่อปลายเสา แล้วบวงสรวงด้วย หมูย่าง ปลายำ จะทำให้รุ่งเรืองนักแล” สาธุ ขอให้รุ่งเรืองสมใจปอง...อยากมีบ้านที่อยู่แล้วสบาย สิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต แต่นึกอีกทีตอนนี้ก็อยู่บ้านที่มีสิ่งแวดล้อมดีมาก เข้าใจว่าติดระดับต้นๆ ของโลก สะอาด อากาศดี หมายถึงอากาศบริสุทธิ์ แต่โดยเฉลี่ยอุณหภูมิติดลบปีละ6เดือน มั้ง ไม่มีข้อมูลอ้างอิง เดาเอา มั่วบ้างไปตามเรื่องตามราว แค่เพียงอยากจะบอกว่าถึงแม้สิ่งแวดล้อมดีแต่มันหนาวนานๆ และไร้แสงพระอาทิตย์มันก็ไม่สบายเหมือนกัน บางครั้งจิตหลอนรู้สึกเหมือนว่าครึ่งตัวส่วนล่างของร่างกายชื้นแฉะเป็นเชื้อรา อันนี้ก็ใช้ศัพท์เขียนแสดงออกแบบแรงๆ แรงได้ใจหรือเปล่า ขอยืมคำศัพท์เก๋ๆ ที่อ่านเจอจากเรื่องโรคซึมเศร้าเพื่อให้เห็นภาพเข้าใจสถานการณ์ของคนเมืองร้อนที่มาอยู่เมืองหนาวขั้วโลกเหนือ คำนั้นคือ “SAD” ซี่งมาจากคำเต็มๆ ว่า "Seasonal Affective Disorder"

มาคุยเรื่องบ้านต่อ บ้านหลังนี้กำลังปลูกสร้างบนเนื้อที่ดิน 101.50 ตรว.ตั้งอยู่ที่อำเภอชะอำจังหวัดเพรชบุรีเป็นบ้านชั้นเดียว พื้นที่ใช้สอย 125 ตรม. 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีห้องเก็บของด้วยนะ เพราะไม่อยากให้บ้านรก กะว่ายังไงก็โยนซ่อนหรือแอบไว้ในห้องนี้ เน้นห้องพักผ่อนกับห้องรับแขกร่วมกันให้มีขนาดใหญ่ ไม่รู้จะมีใครมาเยี่ยมเยียนหรือเปล่า ยังไงก็ขอเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาช่วยขนของเข้าบ้านใหม่ด้วย กำหนดสร้างเสร็จ 31 กรกฎาคม ปีนี้แล...ต้องขอขอบพระคุณแม่บุญช่วยที่อุปถัมภ์ปัจจัยสำหรับบ้านหลังนี้

Monday, January 31, 2011

โรคซึมเศร้า

เมื่อต้นเดือนมกราคมนั่งอ่านเรื่อง "โรคซึมเศร้า" --Depressed --Deprimert--
คิดว่าพวกเราบางคนที่มาทนหนาวอยู่ที่นี่(นอร์เวย์) อาจมีอาการเข้าค่ายโรคนี้  คำว่า "ทนหนาว" คำเดียวในที่นี้อาจหมายถึง อาการซึมเศร้า ร้องไห้บ่อยๆ หรือรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ>< มองโลกในแง่ร้าย  เก็บกด ไม่อยากพบปะผู้คน ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรม หงุดหงิดง่าย.....

ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ สนใจแวะอ่านได้ค่ะ
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=39365
http://www.dmh.go.th/depression/depress7.asp
http://www.nph.go.th/knowledge/depression2/depression2.html
http://www.panyathai.or.th/wiki/ ... 3%E0%B9%89%E0%B8%B2

ตอนนี้นั่งอ่านหนังสือ Malignant sadness : the anatomy of depression Wolpert, Lewis แต่ยังไปไม่ถึงไหน ถ้าได้ใจความสำคัญแล้วจะมาเขียนต่อ ตอนนี้ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งรอ Understanding depression : a translational approach คงอ่านไม่ทันต้องส่งคืนห้องสมุด

สิ่งที่คิดได้ตอนนี้ “แปลกนะนาย Lewis Wolpert ขนาดเป็นโรคซึมเศร้ายังสามารถเขียนหนังสือได้ คนเราถ้ามีศักยภาพ มีความคิดที่ดี ถึงมีปัญหาก็สามารถสร้างสรรค์งานที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นได้...”

Saturday, December 25, 2010

คริสต์มาสปีนี้อยากกลับบ้าน



Home For Christmas
Carefull what you say
This time of year
Tends to weaken me
And have a little decency
And let me cry in peace
But there's a place where I
Erase the challenges I've been through
Where I know every corner,
Every street-name
All by heart

And so it is a part of my
Courageous plan to leave
With a broken heart
Tucked away under my sleeve

I wanna go home for Christmas
Let me go home this year
I wanna go home for Christmas
Let me go home this year

I'll pack my bags
And leave before the sun rises tomorrow
'Cause we act more like strangers for each day
That I am here
But I have people close to me
Who never will desert me
Who remind me frequently
What I was like as a child

And so it is a part of my
Courageous plan to leave
With a broken heart
Tucked away under my sleeve

I wanna go home for Christmas
Let me go home this year
I wanna go home for Christmas
Let me go home this year

I don't know what my future holds
Or who I'll choose to love me
But I can tell you where I'm from
And who loved me to life

And so it is a part of my
Courageous plan to leave
With a broken heart
Tucked away under my sleeve

I wanna go home for Christmas
Let me go home this year
I wanna go home for Christmas
Let me go home this year

ที่มา http://www.lyricsmode.com/lyrics/m/maria_mena/home_for_christmas.html

Monday, November 08, 2010

ถ้าคุณรักประเทศไทย

ดิฉันอยากเขียน หรืออยากนำเสนองานเขียนใดๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ในการพัฒนาประเทศและคนในชาติบ้านเกิดเมืองนอน เพราะเชื่อว่าการที่คนเราได้อ่านเนื้อหาที่ดีมีประโยชน์จะได้คิด เป็นการช่วยส่งเสริมการปลุกจิตสำนึก หรือแม้อาจเป็นเพียงการ “ปลูก”จิตสำนึก แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้น อาจจะรู้สึกว่าอีกนานกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิต แต่คนเราเมื่อมีจุดมุ่งหมายก็มีความหวัง เมื่อชีวิตมีความหวังอะไรๆ มันก็จะดีขึ้น

เนื้อหาที่จะอ่านต่อไปนี้มีพูดถึงปัญหา “ระบบการศึกษาและการอบรมปลูกฝัง” มีผลต่อทัศนะของคนในชาติ คัดลอกมาจากฟอร์เวิล์ดที่ได้จากเพื่อนเรียนร่วมรุ่นเดียวกัน ARTS18 รุ่นปัจจุบัน ARTS43 คิดดูแล้วกันรุ่นน้องเรียกป้าได้แล้วอ่ะ นอกเรื่องไปหน่อย มาลองอ่านดูว่าเขาเขียนว่าไง...
“เสียงสะท้อนจากคนไทยคนหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศไทย ความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยเสียเอกราชให้กับใคร สามารถดูได้จากประเทศญี่ปุ่นเยอรมัน แม้จะแพ้สงครามแต่ก็กลับมายิ่งใหญ่ในเศรษฐกิจโลก ไม่ได้อยู่ที่ความเก่าแก่ของอารยธรรมของประเทศนั้นๆ สามารถดูได้จากประเทศอินเดีย อียิปต์ ซึ่งมีอารยธรรมมานานกว่า 3000ปี แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยากจน ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่เช่นสิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีศักยภาพอะไรเลยเมื่อ 100ปีที่แล้ว แต่วันนี้กลับพัฒนากลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ร่ำรวยได้ และความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศด้อยพัฒนา ก็ไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรของประเทศอีกนั่นล่ะ ญี่ปุ่นมีพื้นที่เกษตรกรรมน้อยมาก 80% ของพื้นที่เป็นภูเขาไม่เหมาะในการทำเกษตรกรรม แต่ญี่ปุ่นกับเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก สวิสเซอร์แลนด์อากาศหนาวจัด จนใน 1ปี ทำการเกษตรได้เพียง 4 เดือน และไม่มีการทำไร่โกโก้เลย แต่กลับทำช็อกโกแล็ตส่งออกรายใหญ่ของโลก และยังนำความซื่อสัตย์ ความตรงต่อเวลา ความมีระเบียบของคนมาใช้ประโยชยน์ จนได้รับการยอมรับให้เป็นธนาคารของโลก สีผิวแลเผ่าพันธ์ก็ไม่ใช่เหตุผลอีกแหละ เพราะเมื่อแรงงานที่เคยขี้เกียจในประเทศของตนย้ายไปอยู่และหากินในประเทศที่เจริญแล้วกลับกลายเป็นแรงงานที่ขยันด้วยซ้ำไป
แล้วอะไรที่ทำให้แตกต่าง สิ่งที่แตกต่างคือ ทัศนคติที่ฝังรากลึกมานานปี ผ่านระบบการศึกษา และการอบรมปลูกฝัง จากการวิเคราะห์ พฤติกรรมของคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าคนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตอยู่บนหลักปรัชญา ได้แก่
1.ใช้จริยธรรมนำทางชีวิต (Ethics as the basic principle)
2.ความซื่อสัตย์ (Integrity)
3.ความรักในงาน (Work Loving)
4.ความรับผิดชอบในหน้าที่ (Responsibility)
5.จิตใจมุ่งมั่น สู่ความเป็นที่หนึ่ง ( Will of super action)
6.การเคารพต่อกฏระเบียบ (Respect to the law and rules)
7.การเคารพต่อสิทธิของผู้อื่น (Respect to the rights of other citizens)
8.การตรงต่อเวลา (Punctuality)
9.การออมและความสนใจในการลงทุน (Strive for saving and investment)
แต่น่าเสียดายที่ในประเทศที่ด้อยพัฒนามีคนจำนวนน้อยที่ใช้หลักปรัชญาเหล่านี้ในการดำเนินชีวิต
ประเทศไทยของเรายัง เป็นประทศด้อยพัฒนา ไม่ใช่เพราะเราขาดทรัพยากร หรือมีภัยธรรมชาติ เป็นปัญหา แต่เพราะเราขาดทัศนคติ และแรงผลักดันที่สอดคล้องไปตามหลักปรัชญาการดำเนินชีวิตที่กล่าวมา”

อ่านแล้วอาจจะมีความคิดขัดแย้งอยู่ในใจบ้าง เรื่องปัจจัยตัวแปรอื่นๆ หรือข้อมูลตัวเลข 80% 3000ปี 4เดือนถูกต้องหรือเปล่าไม่ได้เช็ค ยังไงก็ช่างเถอะ จุดมุ่งหมายของผู้เขียนคือ “อยากเห็นประเทศไทยของเราเปลี่ยนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” ส่วนตัวดิฉันอยากให้ประเทศไทยของเรามีความสงบสุขร่มเย็น คนในชาติมีความรักความสามัคคี มีความเสมอภาคทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

หมายเหตุรูปภาพประกอบ คือรูปวาดปรมาจารย์ขงจื๊อซึ่งก็ได้จากฟอร์เวิล์ดเมล์ฉบับนี้นั่นแหละ
คำสอนของปรมาจารย์ขงจื๊อ
หากเจ้าวางแผนไว้ 1ปี จงปลูกข้าว
หากเจ้าวางแผนไว้ 10ปี จงปลูกต้นไม้
หากเจ้าวางแผนไว้ 100ปี จงให้ความรู้กับบุตรหลาน