อีก 3สัปดาห์จะได้รูปอีก ก็นับได้ประมาณวันที่ 8เมษายน โอ้ยใกล้สงกรานต์แล้ว อีก 4สัปดาห์คนงานก็ได้หยุดพักผ่อนกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดกัน ขอให้เที่ยวให้สนุก ปลอดภัยในการเดินทางกันทุกคน
Friday, March 18, 2011
บ้านอยู่สบาย2
วันนี้ได้รูปบ้านจากเจ้าของโครงการฯ ถ่ายวันนี้ 18มีนามคม เมื่อเวลา 9โมงเช้า เปรียบเทียบรูปถ่ายจากวันที่ 26กุมภาพันธ์กับรูปที่ถ่ายวันนี้ เห็นความก้าวหน้าอยู่ ก็ 20วันแล้วนี่หน่า
อีก 3สัปดาห์จะได้รูปอีก ก็นับได้ประมาณวันที่ 8เมษายน โอ้ยใกล้สงกรานต์แล้ว อีก 4สัปดาห์คนงานก็ได้หยุดพักผ่อนกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดกัน ขอให้เที่ยวให้สนุก ปลอดภัยในการเดินทางกันทุกคน
อีก 3สัปดาห์จะได้รูปอีก ก็นับได้ประมาณวันที่ 8เมษายน โอ้ยใกล้สงกรานต์แล้ว อีก 4สัปดาห์คนงานก็ได้หยุดพักผ่อนกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดกัน ขอให้เที่ยวให้สนุก ปลอดภัยในการเดินทางกันทุกคน
Monday, March 14, 2011
บ้านอยู่สบาย1
Wednesday, February 23, 2011
บ้านอยู่สบาย
ได้ทำพิธียกเสาเอกไปแล้วเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปลูกเรือนปีเถาะ เขาว่า
“ยกเสาเอก จงเอาใบตะเคียน ใบเฉียง ใบพร้าหอม ต้นกล้วย 1 ต้นห่อปลายเสา แล้วบวงสรวงด้วย หมูย่าง ปลายำ จะทำให้รุ่งเรืองนักแล” สาธุ ขอให้รุ่งเรืองสมใจปอง...
อยากมีบ้านที่อยู่แล้วสบาย สิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต แต่นึกอีกทีตอนนี้ก็อยู่บ้านที่มีสิ่งแวดล้อมดีมาก เข้าใจว่าติดระดับต้นๆ ของโลก สะอาด อากาศดี หมายถึงอากาศบริสุทธิ์ แต่โดยเฉลี่ยอุณหภูมิติดลบปีละ6เดือน มั้ง ไม่มีข้อมูลอ้างอิง เดาเอา มั่วบ้างไปตามเรื่องตามราว แค่เพียงอยากจะบอกว่าถึงแม้สิ่งแวดล้อมดีแต่มันหนาวนานๆ และไร้แสงพระอาทิตย์มันก็ไม่สบายเหมือนกัน บางครั้งจิตหลอนรู้สึกเหมือนว่าครึ่งตัวส่วนล่างของร่างกายชื้นแฉะเป็นเชื้อรา อันนี้ก็ใช้ศัพท์เขียนแสดงออกแบบแรงๆ แรงได้ใจหรือเปล่า ขอยืมคำศัพท์เก๋ๆ ที่อ่านเจอจากเรื่องโรคซึมเศร้าเพื่อให้เห็นภาพเข้าใจสถานการณ์ของคนเมืองร้อนที่มาอยู่เมืองหนาวขั้วโลกเหนือ คำนั้นคือ “SAD” ซี่งมาจากคำเต็มๆ ว่า "Seasonal Affective Disorder"
มาคุยเรื่องบ้านต่อ บ้านหลังนี้กำลังปลูกสร้างบนเนื้อที่ดิน 101.50 ตรว.ตั้งอยู่ที่อำเภอชะอำจังหวัดเพรชบุรีเป็นบ้านชั้นเดียว พื้นที่ใช้สอย 125 ตรม. 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีห้องเก็บของด้วยนะ เพราะไม่อยากให้บ้านรก กะว่ายังไงก็โยนซ่อนหรือแอบไว้ในห้องนี้ เน้นห้องพักผ่อนกับห้องรับแขกร่วมกันให้มีขนาดใหญ่ ไม่รู้จะมีใครมาเยี่ยมเยียนหรือเปล่า ยังไงก็ขอเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาช่วยขนของเข้าบ้านใหม่ด้วย กำหนดสร้างเสร็จ 31 กรกฎาคม ปีนี้แล...ต้องขอขอบพระคุณแม่บุญช่วยที่อุปถัมภ์ปัจจัยสำหรับบ้านหลังนี้
“ยกเสาเอก จงเอาใบตะเคียน ใบเฉียง ใบพร้าหอม ต้นกล้วย 1 ต้นห่อปลายเสา แล้วบวงสรวงด้วย หมูย่าง ปลายำ จะทำให้รุ่งเรืองนักแล” สาธุ ขอให้รุ่งเรืองสมใจปอง...
อยากมีบ้านที่อยู่แล้วสบาย สิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต แต่นึกอีกทีตอนนี้ก็อยู่บ้านที่มีสิ่งแวดล้อมดีมาก เข้าใจว่าติดระดับต้นๆ ของโลก สะอาด อากาศดี หมายถึงอากาศบริสุทธิ์ แต่โดยเฉลี่ยอุณหภูมิติดลบปีละ6เดือน มั้ง ไม่มีข้อมูลอ้างอิง เดาเอา มั่วบ้างไปตามเรื่องตามราว แค่เพียงอยากจะบอกว่าถึงแม้สิ่งแวดล้อมดีแต่มันหนาวนานๆ และไร้แสงพระอาทิตย์มันก็ไม่สบายเหมือนกัน บางครั้งจิตหลอนรู้สึกเหมือนว่าครึ่งตัวส่วนล่างของร่างกายชื้นแฉะเป็นเชื้อรา อันนี้ก็ใช้ศัพท์เขียนแสดงออกแบบแรงๆ แรงได้ใจหรือเปล่า ขอยืมคำศัพท์เก๋ๆ ที่อ่านเจอจากเรื่องโรคซึมเศร้าเพื่อให้เห็นภาพเข้าใจสถานการณ์ของคนเมืองร้อนที่มาอยู่เมืองหนาวขั้วโลกเหนือ คำนั้นคือ “SAD” ซี่งมาจากคำเต็มๆ ว่า "Seasonal Affective Disorder"มาคุยเรื่องบ้านต่อ บ้านหลังนี้กำลังปลูกสร้างบนเนื้อที่ดิน 101.50 ตรว.ตั้งอยู่ที่อำเภอชะอำจังหวัดเพรชบุรีเป็นบ้านชั้นเดียว พื้นที่ใช้สอย 125 ตรม. 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีห้องเก็บของด้วยนะ เพราะไม่อยากให้บ้านรก กะว่ายังไงก็โยนซ่อนหรือแอบไว้ในห้องนี้ เน้นห้องพักผ่อนกับห้องรับแขกร่วมกันให้มีขนาดใหญ่ ไม่รู้จะมีใครมาเยี่ยมเยียนหรือเปล่า ยังไงก็ขอเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาช่วยขนของเข้าบ้านใหม่ด้วย กำหนดสร้างเสร็จ 31 กรกฎาคม ปีนี้แล...ต้องขอขอบพระคุณแม่บุญช่วยที่อุปถัมภ์ปัจจัยสำหรับบ้านหลังนี้
Monday, January 31, 2011
โรคซึมเศร้า
เมื่อต้นเดือนมกราคมนั่งอ่านเรื่อง "โรคซึมเศร้า" --Depressed --Deprimert--คิดว่าพวกเราบางคนที่มาทนหนาวอยู่ที่นี่(นอร์เวย์) อาจมีอาการเข้าค่ายโรคนี้ คำว่า "ทนหนาว" คำเดียวในที่นี้อาจหมายถึง อาการซึมเศร้า ร้องไห้บ่อยๆ หรือรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ>< มองโลกในแง่ร้าย เก็บกด ไม่อยากพบปะผู้คน ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรม หงุดหงิดง่าย.....
ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ สนใจแวะอ่านได้ค่ะ
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=39365
http://www.dmh.go.th/depression/depress7.asp
http://www.nph.go.th/knowledge/depression2/depression2.html
http://www.panyathai.or.th/wiki/ ... 3%E0%B9%89%E0%B8%B2
ตอนนี้นั่งอ่านหนังสือ Malignant sadness : the anatomy of depression Wolpert, Lewis แต่ยังไปไม่ถึงไหน ถ้าได้ใจความสำคัญแล้วจะมาเขียนต่อ ตอนนี้ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งรอ Understanding depression : a translational approach คงอ่านไม่ทันต้องส่งคืนห้องสมุด
สิ่งที่คิดได้ตอนนี้ “แปลกนะนาย Lewis Wolpert ขนาดเป็นโรคซึมเศร้ายังสามารถเขียนหนังสือได้ คนเราถ้ามีศักยภาพ มีความคิดที่ดี ถึงมีปัญหาก็สามารถสร้างสรรค์งานที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นได้...”
Saturday, December 25, 2010
คริสต์มาสปีนี้อยากกลับบ้าน
Home For Christmas
Carefull what you say
This time of year
Tends to weaken me
And have a little decency
And let me cry in peace
But there's a place where I
Erase the challenges I've been through
Where I know every corner,
Every street-name
All by heart
And so it is a part of my
Courageous plan to leave
With a broken heart
Tucked away under my sleeve
I wanna go home for Christmas
Let me go home this year
I wanna go home for Christmas
Let me go home this year
I'll pack my bags
And leave before the sun rises tomorrow
'Cause we act more like strangers for each day
That I am here
But I have people close to me
Who never will desert me
Who remind me frequently
What I was like as a child
And so it is a part of my
Courageous plan to leave
With a broken heart
Tucked away under my sleeve
I wanna go home for Christmas
Let me go home this year
I wanna go home for Christmas
Let me go home this year
I don't know what my future holds
Or who I'll choose to love me
But I can tell you where I'm from
And who loved me to life
And so it is a part of my
Courageous plan to leave
With a broken heart
Tucked away under my sleeve
I wanna go home for Christmas
Let me go home this year
I wanna go home for Christmas
Let me go home this year
ที่มา http://www.lyricsmode.com/lyrics/m/maria_mena/home_for_christmas.html
Monday, November 08, 2010
ถ้าคุณรักประเทศไทย
ดิฉันอยากเขียน หรืออยากนำเสนองานเขียนใดๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ในการพัฒนาประเทศและคนในชาติบ้านเกิดเมืองนอน เพราะเชื่อว่าการที่คนเราได้อ่านเนื้อหาที่ดีมีประโยชน์จะได้คิด เป็นการช่วยส่งเสริมการปลุกจิตสำนึก หรือแม้อาจเป็นเพียงการ “ปลูก”จิตสำนึก แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้น อาจจะรู้สึกว่าอีกนานกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิต แต่คนเราเมื่อมีจุดมุ่งหมายก็มีความหวัง เมื่อชีวิตมีความหวังอะไรๆ มันก็จะดีขึ้น เนื้อหาที่จะอ่านต่อไปนี้มีพูดถึงปัญหา “ระบบการศึกษาและการอบรมปลูกฝัง” มีผลต่อทัศนะของคนในชาติ คัดลอกมาจากฟอร์เวิล์ดที่ได้จากเพื่อนเรียนร่วมรุ่นเดียวกัน ARTS18 รุ่นปัจจุบัน ARTS43 คิดดูแล้วกันรุ่นน้องเรียกป้าได้แล้วอ่ะ นอกเรื่องไปหน่อย มาลองอ่านดูว่าเขาเขียนว่าไง...
“เสียงสะท้อนจากคนไทยคนหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศไทย ความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยเสียเอกราชให้กับใคร สามารถดูได้จากประเทศญี่ปุ่นเยอรมัน แม้จะแพ้สงครามแต่ก็กลับมายิ่งใหญ่ในเศรษฐกิจโลก ไม่ได้อยู่ที่ความเก่าแก่ของอารยธรรมของประเทศนั้นๆ สามารถดูได้จากประเทศอินเดีย อียิปต์ ซึ่งมีอารยธรรมมานานกว่า 3000ปี แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยากจน ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่เช่นสิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีศักยภาพอะไรเลยเมื่อ 100ปีที่แล้ว แต่วันนี้กลับพัฒนากลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ร่ำรวยได้ และความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศด้อยพัฒนา ก็ไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรของประเทศอีกนั่นล่ะ ญี่ปุ่นมีพื้นที่เกษตรกรรมน้อยมาก 80% ของพื้นที่เป็นภูเขาไม่เหมาะในการทำเกษตรกรรม แต่ญี่ปุ่นกับเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก สวิสเซอร์แลนด์อากาศหนาวจัด จนใน 1ปี ทำการเกษตรได้เพียง 4 เดือน และไม่มีการทำไร่โกโก้เลย แต่กลับทำช็อกโกแล็ตส่งออกรายใหญ่ของโลก และยังนำความซื่อสัตย์ ความตรงต่อเวลา ความมีระเบียบของคนมาใช้ประโยชยน์ จนได้รับการยอมรับให้เป็นธนาคารของโลก สีผิวแลเผ่าพันธ์ก็ไม่ใช่เหตุผลอีกแหละ เพราะเมื่อแรงงานที่เคยขี้เกียจในประเทศของตนย้ายไปอยู่และหากินในประเทศที่เจริญแล้วกลับกลายเป็นแรงงานที่ขยันด้วยซ้ำไป
แล้วอะไรที่ทำให้แตกต่าง สิ่งที่แตกต่างคือ ทัศนคติที่ฝังรากลึกมานานปี ผ่านระบบการศึกษา และการอบรมปลูกฝัง จากการวิเคราะห์ พฤติกรรมของคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าคนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตอยู่บนหลักปรัชญา ได้แก่
1.ใช้จริยธรรมนำทางชีวิต (Ethics as the basic principle)
2.ความซื่อสัตย์ (Integrity)
3.ความรักในงาน (Work Loving)
4.ความรับผิดชอบในหน้าที่ (Responsibility)
5.จิตใจมุ่งมั่น สู่ความเป็นที่หนึ่ง ( Will of super action)
6.การเคารพต่อกฏระเบียบ (Respect to the law and rules)
7.การเคารพต่อสิทธิของผู้อื่น (Respect to the rights of other citizens)
8.การตรงต่อเวลา (Punctuality)
9.การออมและความสนใจในการลงทุน (Strive for saving and investment)
แต่น่าเสียดายที่ในประเทศที่ด้อยพัฒนามีคนจำนวนน้อยที่ใช้หลักปรัชญาเหล่านี้ในการดำเนินชีวิต
ประเทศไทยของเรายัง เป็นประทศด้อยพัฒนา ไม่ใช่เพราะเราขาดทรัพยากร หรือมีภัยธรรมชาติ เป็นปัญหา แต่เพราะเราขาดทัศนคติ และแรงผลักดันที่สอดคล้องไปตามหลักปรัชญาการดำเนินชีวิตที่กล่าวมา”
อ่านแล้วอาจจะมีความคิดขัดแย้งอยู่ในใจบ้าง เรื่องปัจจัยตัวแปรอื่นๆ หรือข้อมูลตัวเลข 80% 3000ปี 4เดือนถูกต้องหรือเปล่าไม่ได้เช็ค ยังไงก็ช่างเถอะ จุดมุ่งหมายของผู้เขียนคือ “อยากเห็นประเทศไทยของเราเปลี่ยนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” ส่วนตัวดิฉันอยากให้ประเทศไทยของเรามีความสงบสุขร่มเย็น คนในชาติมีความรักความสามัคคี มีความเสมอภาคทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
หมายเหตุรูปภาพประกอบ คือรูปวาดปรมาจารย์ขงจื๊อซึ่งก็ได้จากฟอร์เวิล์ดเมล์ฉบับนี้นั่นแหละ
คำสอนของปรมาจารย์ขงจื๊อ
หากเจ้าวางแผนไว้ 1ปี จงปลูกข้าว
หากเจ้าวางแผนไว้ 10ปี จงปลูกต้นไม้
หากเจ้าวางแผนไว้ 100ปี จงให้ความรู้กับบุตรหลาน
Tuesday, October 05, 2010
The Kingdom of Bhutan
คือว่าดิฉันพึ่งทำการบ้าน(ข้อสอบย่อย)เสร็จเลยให้รางวัลกับชีวิตโดยมาอัปเดทบล็อก สงสัยว่าข้อสอบที่ว่าเขาถามอะไร ถึงได้มาต่อติดกับหัวข้อบล็อก "The Kingdom of Bhutan" คำถามมีว่า "Explain the main difference between Thomas Hobbes’ and John Locke’s idea of individual freedom and the state."จริงๆ ก็ไม่เกี่ยว แต่ถ้าจะให้เกี่ยวก็ได้อันนี้ให้ผู้อ่านคิดเอาเองก็แล้วกัน ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวยังไง เกี่ยว เกี่ยวยังไง เอาไปทำเป็นข้อสอบย่อยบ้างก็จะดี ถ้ามีเวลาว่างและอยากใช้หมองตั้งมาธิ...
เวลาตอนนี้ณ.ประเทศนอร์เวย์เลยเที่ยงคืนมาแล้วอาจจะงงและง่วงบ้างแต่ตั้งใจทำ ขอทำให้เสร็จลุล่วง ไม่ยาก ๆ เพราะต่อไปนี้เป็นการคัดลอก
1.พิธีแต่งงานของประเทศภูฏาน(ได้รับฟอร์เวิลด์จากเพื่อน Arts18) ได้ลองค้นหาต้นฉบับเรื่องนี้เจอที่เว็บนี้ fringer.orgแต่ผู้เขียนเขาเริ่มหัวข้อว่า "เรื่องเสรีภาพทางเพศของคนภูฏานนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมาก" หากสนใจเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับประเทศนี้ก็อ่านในเว็บนี้ได้ค่ะ
"กฎหมายของภูฏานไม่มีข้อจำกัดเรื่องผัวเดียวเมียเดียว ผู้ชายจะมีภรรยากี่คนก็ได้ แต่ผู้หญิงจะมีสามีกี่คนก็ได้เช่นกัน ก็นับว่ายุติธรรมดีมากๆ ผู้ชายภูฏานนิยมมีภรรยาสองคน แต่งคนแรกตอนอายุ 25 ปี คนที่สองตอนอายุประมาณ 40 แน่นอน เจ้าสาวโดยมากเป็นสาวรุ่นแรกแย้ม อายุระหว่าง 18-25ทั้งคู่ ผู้หญิงภูฏานส่วนใหญ่มีสามีคนเดียวยกเว้นในครอบครัวที่เลี้ยงจามรีเป็นอาชีพหลัก ผู้หญิงนิยมมีสามีสามคน คนแรกมีหน้าที่เลี้ยงฝูงจามรีในฤดูร้อนบนภูเขา (จามรีเป็นสัตว์เมืองหนาว จึงต้องอาศัยอยู่บนภูเขาสูงที่มีอุณหภูมิต่ำ เพื่อหนีร้อนจากข้างล่าง)พอถึงฤดูหนาวก็ต้อนจามรีลงมาจากเขาให้สามีคนที่สองเลี้ยง (เพราะอากาศในฤดูนี้หนาวเกินกว่าที่จามรีจะทนอยู่บนยอดเขาได้)ส่วนสามีคนที่สามมีหน้าที่เอาเนยที่ทำจากจามรีไปขายที่ตลาด สามีหรือภรรยาที่ถูกจับได้ว่ามีชู้อาจถูกศาลตัดสินให้จ่ายค่าเสียหายให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยตั้งจำนวนค่าเสียหายตามจำนวนปีที่แต่งงานกัน
ชนบทภูฏานมีประเพณีหนึ่งเรียกว่า “การล่ายามวิกาล” (night-hunting)
คือการที่ผู้ชายแอบปีนขึ้นห้องนอนของผู้หญิงที่ตน “ปิ๊ง” ยามดึก หรือแม้แต่ไม่เคยเห็นหน้าผู้หญิงก็ไม่เป็นไร ขอแค่รู้ว่าบ้านนี้มีลูกสาวโสดเป็นใช้ได้ ก่อนจะมีอะไรกัน ฝ่ายหญิงเองก็ต้องยินยอมด้วย ไม่อย่างนั้นฝ่ายชายก็ต้องรีบจ้ำอ้าวก่อนจะเจอข้อหาข่มขืน ซ้ำร้ายถ้าทำผู้หญิงท้องแล้วถูกจับได้ กฎหมายบังคับให้จ่ายค่าทำคลอด และ 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทุกเดือน เป็นค่าเลี้ยงดูบุตร หากผู้หญิงไม่ยอมแต่งงานด้วย เรื่องนี้น่าสรรเสริญ เพราะเสรีภาพทางเพศคงไม่มีประโยชน์อันใด หากไร้ความเท่าเทียมกันควบคู่ไปด้วย เมื่อมีอะไรกันแล้ว หากชายหญิงชอบพอกัน ผู้ชายก็เพียงแต่รอ เฉยๆ ในห้องผู้หญิง เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นผู้หญิงก็จะไปบอกพ่อแม่ให้นิมนต์พระ หรือ กอมเช็น(ฆราวาสที่ประกอบพิธีทางศาสนาเป็น)ประจำหมู่บ้านมาทำพิธีแต่งงานให้ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนภูฏาน"
2.ความสุขมวลรวมของประเทศภูฏาน ค้นหาจากเน็ตเพราะอยากให้พวกเราทั้งหลายเห็นคุณค่า GNH มากกว่า GNP ที่มา
bangkokbiznewsภูฏาน นับเป็นประเทศที่ยากจน อยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย รายได้หลักของประเทศมาจากผลผลิตทางการเกษตร ป่าไม้ การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำส่งออกไปยังอินเดีย และรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ภูฏาน เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก จากการคิดต่าง ไม่วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยมูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางวัตถุ ที่บอกรายละเอียดว่า ในแต่ละปี สินค้า บริการในประเทศนั้น ถูกผลิตขึ้นในระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่าเท่าใด แต่ ภูฏาน ได้สร้าง ดัชนีตัวใหม่ ซึ่งรู้จักกันทั่วโลก ในชื่อของ Gross National Happiness (GNH) อันมีรากเหง้าจากคำกล่าวของ กษัตริย์ Jigme ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อปี 1972 ที่ย้ำชัดถึง วิสัยทัศน์ ที่ว่า Gross National Happiness is more important than Gross National Product หมายถึง ความสุขของประชาชนสำคัญกว่าผลผลิตมวลรวมหรือรายได้รวมของประเทศ นั่นเอง จากวันนั้นมา ภูฏาน ไม่หยุดยั้งความพยายามในการเดินตามวิสัยทัศน์ จนกระทั่งวันนี้ ปี 2010 ห้วงเวลาที่กระแสโลกาภิวัตน์ยังคงไหลเชี่ยวกราก วัตถุนิยมยังคงมีมนต์ขลัง เพราะสนองกิเลสมนุษย์ได้ดีเยี่ยม จึงเป็นที่สงสัยกันว่า GNH ของภูฏานจะยังคงต้านทานกระแสเหล่านี้ไปได้นานแค่ไหน และจะกลายพันธุ์หรือไม่อย่างไร จากการที่สมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA ได้ร่วมกับ CSR CLUB โครงการทำดีทุกวัน จากดีแทค จัดโปรแกรมไปดูงานและร่วมสัมมนาเรื่อง Gross National Happiness 8000 ที่ประเทศภูฏาน เมื่อเร็วๆ นี้ นั้น พบว่าภูฏานยังเป็นประเทศที่ยังคงเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่เติบโตอย่าง ยั่งยืน สร้างสมดุลชีวิตให้คนทั้งประเทศ ด้วยรูปธรรม คือ ความสุข GNH มี 4 หลักการใหญ่ หรือ The Four Pillars ได้แก่ 1. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 2.การรักษาสภาพแวดล้อม 3. การส่งเสริมวัฒนธรรมประจำชาติ และการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล
4 หลักใหญ่นี้ เปรียบเหมือนค่านิยมหลักของประเทศ
โดยเสาหลักที่ 1 นั้น มิได้ปฏิเสธตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแบบตะวันตกเสียทีเดียว แต่เน้นการเดินทางสายกลาง โดยเอาปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมและปัจจัยทางด้านจิตใจของประชาชนมาพิจารณา ประกอบ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไปอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของสังคมที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยที่ปลูกฝังค่านิยมให้ประชาชนมีชีวิตอย่างพอเพียง
เสาหลักที่ 2 คือ การไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ทำลายความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยตั้งเป้าให้มีพื้นที่ป่ามากกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่ประเทศ
เสาหลักข้อที่ 3 การรักษา ส่งเสริมวัฒนธรรม โดยรัฐบาลภูฏาน เห็นว่าวัฒนธรรม คือ สิ่งที่คนของเขาต้องรักษาไว้ ทุกวันนี้ ชุดประจำชาติยังคงมีการสวมใส่อย่างแพร่หลายเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไป สถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้าง มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น DZONG อดีตคือป้อมปราการ แต่วันนี้ รูปแบบเดิมแต่ปรับเป็น วัด และสถานที่ราชการ
เสาหลักที่ 4 การส่งเสริมธรรมาภิบาล นับเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด ในการนำประเทศสู่ความสุขมวลรวมประชาชาติ ทุกวันนี้ ภูฏานมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง เมื่อปี 2008 โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยยังคงมุ่งให้ประชาชนยึดมั่นในศาสนาพุทธ ที่เป็นเครื่องยับยั้งการทำความชั่วนั่นเอง ทุกๆ บ้านของชาวภูฏานจะต้องมีห้องพระเอาไหว้กราบบูชา ขณะที่ระบบบริหารประเทศของเขาก็มีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน แต่เหนืออื่นใด ก็คือ การปลูกฝังเรื่องของจริยธรรม และความพอเพียง เมื่อคนเราโลภน้อยลง มีความสุขง่าย การโกง การคอร์รัปชันย่อมน้อยลงนั่นเอง"
Subscribe to:
Posts (Atom)
