เมื่อสามสี่วันก่อนได้รับฟอร์เวิล์ด เรื่อง "นายแพทย์อารีย์ วชิรมโน กับประสบการณ์รักษาโรคมะเร็งได้ด้วยตัวเอง" เป็น pdf file มี 22 หน้า อ่านรวดเดียวจบ เป็นรูปแบบการให้สัมภาษณ์ จริงๆ แล้วก็เป็นความรู้ทั่วไปที่ใครๆก็ควรรู้บ้างมาก่อน เช่น ต่อมที่ผลิตฮอร์โมนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไขมันไม่ดี กินโปรตีนตับจะทำงานหนัก น้ำตาลกระตุ้นผลิตอินซูลิน โรคไหลตายอาจจะเกิดจากกินแป้งมากเกินไปหรือกินอาหารหนักก่อนนอน เลือดมีค่าเป็นกรดเป็นด่าง หลักการหายใจที่ดี วิตามินซีมีประโยชน์ กินผักผลไม้มีผลดีต่อร่างกาย ออกกำลังกายได้รับแสงแดดอ่อนๆ ไส้ติ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย การเดินเท้าเปล่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย การทำดีท๊อกซ์ ฯลฯ
แต่ในบทให้สัมภาษณ์ จะเพิ่มข้อมูลในรายละเอียดมากขึ้นเชิงสถิติเอาตัวเลขมาประกอบ เช่น โกรทฮอร์โมนประกอบด้วยกรดอะมิโน 191 ชนิด คนปรกติต้องการโปรตีนไม่เกิน 75 กรัมต่อวัน ปอดมีความจุสองข้างประมาณ 3 ลิตรครึ่ง ถึง 4 ลิตร วิตามินซีต้องได้อย่างน้อย 20 กรัมต่อวัน ในร่างกายคนเรามีเซลอยู่ประมาณ 75000 เซล ฮอร์โมนที่เป็ตความสุขระงับความเจ็บปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีน 250 เท่า ตับมีหน้าที่หลัก 260 อย่าง ฯลฯ ตัวเลขเหล่านี้จริงตามหลักวิชาการหรือไม่ ดิฉันก็ไม่รู้ แต่ทำให้ข้อมูลของผู้ให้สัมภาษณ์ดูน่าเชื่อถือ หรือพยายามแสดงให้เห็นว่าผู้ให้สัมภาษณ์มึความรู้ แต่ที่พูดถึงศาสตราจาย์ลีชุนฮุน อายุ 256 ปี เพราะกินมังสวิรัติ ไม่น่าเป็นไปได้ คนอะไรอยู่นานขนาดนั้น
จุดที่ทำให้อ่านแล้วรู้สึกเชิงลบกับผู้ให้สัมภาษณ์ คือการเสนอตัวเองว่าแข็งแรง โดยการท้าทาย ขับรถรวดเดียว 1600 กิโลเมตร ค่อนข้างเหลือเชื่อสำหรับคนวัยขนาดนี้แล้ว ลองอ่านดู
"คุณหมอออกมารักษามะเร็งแบบนี้ ถูกโจมตีจากแพทย์แผนปัจจุบันบ้างหรือไม่
เป็นเรื่องธรรมดาครับ มีหมอหลายคนโจมตี ผมบอกว่าเอาอย่างนี้ อยากจะดูคุณภาพของร่างกาย คุณขับรถไปกับผมคนละคันไหม ผมอายุ ๗๕ ปี ยังสามารถขับรถจากนครพนม ไปปากพนังระยะทาง ๑,๖๐๐ กิโลเมตรรวดเดียว หยุดพักแค่เติมน้ำมัน หรือหยุดทำดีทอกซ์แค่นั้น ๒๐ กว่าชั่วโมงไม่พัก คุณทำได้มั้ย หรือคุณสามารถยืนบรรยายหน้าห้องติดต่อกัน ได้ถึง ๑๘ ชั่วโมงมั้ย"
พออ่านจบได้ข้อคิดที่ดีว่าถ้าทำได้ตามแนวทางปฏิบติ ดิฉ้ันก็สามารถลดน้ำหนักได้ แต่โดยส่วนตัวดิฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ยืนนานจนเกินไป อายุยืนนานถึง 100 ปี 200 ปี น่ากลัวสำหรับดิฉัน มันทรมานนะมีชิวิตอยู่แบบอายุมาก สงสารคนรอบข้างด้วยที่ต้องดูแล เพราะฉะนั้นให้กินแต่ข้าวกล้องกับใบบัวบกแล้วอายุยืนนานก็ไม่เอา แนวทางปฏิบัติที่ว่า ลองอ่านดู
"โดยสรุปแล้วหลักการรักษามะเร็งหรือทำให้สุขภาพของคนเราดีขึ้นมี ๗ อย่างด้วยกัน ผมเรียกว่า ๗ อ. คือ
๑. อาหาร กินอาหารให้ถูกต้อง
๒. อากาศ พยายามสูดอากาศที่บริสุทธิ์และฝึกการทำความสะอาดปอด
๓. อารมณ์ ไม่เครียด แจ่มใสเสมอ
๔. ออกกำลังกายแบบแอโรบิก โดยเฉพาะการเดินเร็ว ๆในตอนเช้าหรือเย็นเพื่อให้ได้รับแดดอ่อนๆ
๕. อุจจาระหรือการทำดีท็อกซ์ขับสารพิษออกจากร่างกาย
๖. เอนกายหรือพักผ่อนให้เพียงพอ และ
๗. คือ อิทธิบาท คอเราต้องมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา"
เมื่อ 3 ปีที่แล้ว พี่ชายจากไปด้วยโรคมะเร็งตับ ตอนนั้นเหมือนคนโง่ จะคิดจะทำอะไรไม่ถูก คิดแต่ว่าพี่ชายต้องหายจากโรคภัยไข้เจ็บ อายุดิฉันก็ 40 ปีแล้วนะตอนนั้น แต่มันเหมือนรับไม่ได้ว่าพี่ชายอายุเพียง 45 ปี ต้องจากไป และนี่เป็นสาเหตุที่อ่านบทสัมภาษณ์ดั่งกล่าวรวดเดียวจบ เพราะอยากมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น
เมื่อวานอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับ "นายแพทย์อารีย์ วชิรมโน" มากขึ้น ค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากเน็ตปรากฏว่าป็นพวก 18 มงกุฏ เศร้าจริงๆ คนเรา แต่เรื่องนี้ยังไม่สรุปผลต้องรอเวลาพิสูจน์ หรือสรุปไปแล้ว ไม่แน่ใจ หาข้อมูลในเน็ตไม่เจอบทสรุป
Saturday, August 15, 2009
Tuesday, June 30, 2009
โซเฟียว่ายน้ำได้แล้ว
ปีที่แล้ว 2551 โซเฟียไปเมืองไทย 2 เดือน และอยู่ที่คอนโด 3 สัปดาห์ ได้ฝึกว่ายน้ำ เกือบว่ายน้ำได้ คือเริ่มลอยตัวได้แล้ว แต่ก็ต้องกลับบ้านที่นอร์เวย์ ปีนี้ 2552 โซเฟียอยู่ฝึกว่ายน้ำที่คอนโด 2 สัปดาห์ และโซเฟียก็ว่ายน้ำได้ อัพโหลดวีดีโอเพื่อเป็นหลักฐานให้พี่พลอยดู จริงๆ แล้วพี่พลอยเห็นว่าโซเฟียว่ายน้ำได้แล้วที่สระว่ายน้ำของรีสอร์ทที่ปาย
Friday, April 03, 2009
ปังปอนด์ กับ พี่สวย
เมื่อ 29 มีนาคม ได้ข่าวว่า ปังปอนด์ สอบติดสวนกุหลาบ และสวยสอบติดพิษณุโลกพิทยาคม อาจันทร์ก็ดีใจมาก นึกๆ ก็แปลกตอนอาเล็กน้องชายสอบติดสวนกุหลาบ ไม่เห็นอาจันทร์ดีใจเท่ากับปังปอนด์สอบติดสวนกุหลาบ คงเป็นเพราะความรู้สึกของวัยเด็ก กับวัยผู้ใหญ่ การมองโลกที่แตกต่างกันของอาจันทร์ (คนคนเดียวกัน แต่เวลาต่างกัน คนคนนั้นก็ไม่เหมือนกัน คนคนนั้นก็ไม่เหมือนเดิม) ส่วนสวยสอบติดพิษณุโลกพิทยาคม อาจันทร์ก็ดีใจมาก ถ้าให้บอกตรงๆ อาจันทร์ดีใจมากที่สุด สำหรับเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นกับสวย ลูกสาวเล็กอาจันทร์ ทั้งสองโรงเรียนเป็นโรงเรียนเก่าแก่และมีชื่อเสียงของเมืองไทย ลองมาอ่านประวัติของโรงเรียนทั้งสอง1. ประวัติโรงเรียนสวนกุหลาบยาวสักหน่อย เรียกได้ว่าประวัติศาสคร์ อ่านได้จากลิงค์ของโรงเรียน
http://www.sk.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=19&Itemid=259
ย้อนหลังไปประมาณเกือบ 200 ปี ก่อนนั้นเมื่อแรกสร้างพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 1 บริเวณวังข้างด้านใต้หมด เพียงป้อมอนันตคิรีถนนมหาชัย กำแพงพระราชวังหักตรงไปทางตะวันตกจนถึงป้อมสัตบรรพต ในระหว่าง กำแพงพระบรมมหาราชวังกับวัดพระเชตุพน มีบ้านเสนาบดีและวังเจ้าคั่นอยู่หลายบริเวณ
ครั้นเมื่อถึงรัชกาลที่ 2 จึงมีการขยายเขตพระราชวังออกไป ในพระราชวังด้านใต้มีที่ว่าง โปรดฯให้ทำสวนปลูกต้นกุหลาบสำหรับเก็บดอกใช้ในราชการ จึงเกิดมีสวนกุหลาบขึ้นในพระราชวังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมาและในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดฯให้แบ่งสวนกุหลาบส่วนหนึ่งสร้างคลังศุภรัตน ทำเป็นตึกรูปเก๋งจีน แต่พื้นที่นอกจากสร้างคลังศุภรัตนยังคงเป็นสวนกุหลาบต่อมาอย่างเดิม
ต่อมาในรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเจริญพระชันษาถึงเวลาจะเสด็จมาประทับอยู่พระราชวังชั้นนอก แต่พระบรมพระชนกนาถมีพระประสงค์ที่จะให้เสด็จประทับอยู่ในที่ใกล้พระองค์ จึงโปรดฯให้จัด ตำหนักพระราชทานเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ในสวนกุหลาบ ตรงตึกคลังศุภรัตน ซึ่งสร้างไว้ในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้เรียกพระตำหนักนี้ว่าพระตำหนักสวนกุหลาบและหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ก็โปรดฯให้กรมหลวงอดิศรอุดมเดชเสด็จไปประทับอยู่ที่พระ ตำหนักสวนกุหลาบแทนจนออกจากวัง และจากนั้นมาก็ใช้เป็นคลังเก็บของเรื่อยไป.....
2. ประวัติโรงเรียนพิษณุโลกวิทยาคมก็ยาว อ่านเต็มๆได้จากลิงค์ของโรงเรียน
http://www.pp.ac.th/cgi-bin/history.cgi
ประวัติโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมในปี พ.ศ. 2438 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมืองพิษณุโลกได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น มณฑลพิษณุโลก มีท่านเจ้าพระยาสุรสีห์สิทธิศักดิ์ เป็นสมุหเทศาภิบาลคนแรก ได้อาราธนา พระครูอ่อน จากสำนักวัดอนงคาราม จังหวัดธนบุรี(เดิม) มาว่าการพระศาสนาประจำอยู่ ณ วัดนางพญา ท่านพระครูอ่อน มีความสนใจในการศึกษามากจึงได้เริ่มก่อตั้งสำนักศึกษาขึ้นที่ วัดนางพญา ศาลาโรงโขน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุบริเวณเชิงสะพานนเรศวรด้านตะวันออกต่อมาพระครูอ่อนได้เลื่อน สมณศักดิ์เป็นพระครูโลกเชษฐ์ชินราชบริบาล ในปี พ.ศ. 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาจึงได้ทรงจัดตั้ง โรงเรียนขึ้นทั่วพระราชอาณาจักร ทางราชการเห็นว่าสำนักศึกษา ของพระครูโลกเชษฐ์ชินราชบริบาล มีความเป็นปึกแผ่นดี จึงได้ยกฐานะสำนักศึกษาแห่งนี้ เป็นโรงเรียน มีชื่อว่า “โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลพิษณุโลก”และสร้างตัวโรงเรียนขึ้นใหม่ บริเวณทางใต้ของศาลาโรงโขนวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เขตติดต่อวัดนางพญา (มีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา) โดยมีพระครูโลกเชษฐ์ชินราชบริบาลเป็น “ครูใหญ่คนแรก” จึงนับได้ว่าโรงเรียนมีกำเนิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2442
ระยะหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ทางราชการยกเลิก “มณฑล” เป็นเปลี่ยน
“จังหวัด” ชื่อโรงเรียนจึงเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนประจำจังหวัดพิษณุโลก” ต่อมากระทรวงศึกษาธิการตั้งชื่อเฉพาะขึ้นใหม่เป็น “โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม” มาจนกระทั่งปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2473-2474 ทางราชการได้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่าน บริเวณใต้ วัดพระศรีรีตนมหาธาตุ มีชื่อว่า “สะพานนเรศวร” อยู่ตรงหน้าโรงเรียนพอดี โรงเรียนจึงต้องย้าย ครั้งที่ 1 ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นวัดที่ร้าง “วัดราชคฤห์” ปัจจุบันเป็นบริเวณโรงเรียนจ่าการบุญ และยังต้องยืมศาลาโรงโขนเรียนด้วยเป็นเวลากว่า 33 ปี
ประมาณกลางปี 2475 ทางราชการได้สั่งย้ายโรงเรียนฝึกหัดครูมูล “พิษณุวิทยายน” ไปอยู่บริเวณ “สระแก้ว” (บริเวณโรงพยาบาลพุทธชินราช) จึงยกอาคารสถานที่ในบริเวณ วังจันทน์ให้เป็นสมบัติของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมทั้งหมด โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมจึงย้ายครั้งที่ 2 มาตั้งอยู่ ณ สถานที่ปัจจุบันมานานถึง 67 ปี ดังนั้นในปี พ.ศ. 2542 โรงเรียนก่อตั้งมามี ”อายุครบ 100 ปี” พอดี
Tuesday, February 24, 2009
เข้าใจระบบเศรษฐกิจจากควาย
เมื่อวานเช็คอีเมล์ ได้รับเมล์จากเพื่อนสาวที่เรียนที่มศก. อ่านแล้วก็ให้ข้อคิดดีแล้วก็ติดตลกอีกต่างหาก ว่าจะเอามาลงบล็อกเลย แต่ต้องทำภาระกิจที่สำคัญกว่าก่อน คือโซเฟียหรือน้องอ้วนของดิฉันเกินตื่นนอนขึ้นมาเพราะไอ และแน่นคัดจมูก อยากให้ม่าม๊านอนเป็นเพื่อนด้วย ม่าม๊าก็ไปนอนเป็นเพื่อนและก็หลับไปเลย วันนี้พอมีเวลามาทำต่อ ก็ตามหัวข้อเรื่องเลย เป็นเรื่องของควายกับระบบเศรษฐกิจ ได้อ่านและแปลให้สามีฟังพร้อมถามความเห็นว่าถ้าเป็นนอร์เวย์จะทำยังไงกับไอ้ควาย 2ตัวที่มีอยู่ ได้คำตอบมาด้วยเขียนไว้ทิ้งท้ายสุด ลองอ่านดูสังคมนิยม
คุณมีควาย 2 ตัว และคุณให้เพื่อนบ้าน 1 ตัว
คอมมิวนิสต์
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปหมดทั้ง 2 ตัว และให้นมควายคุณบ้าง
ฟาสซิสต์
คุณมีควาย2 ตัว รัฐเอาไปหมด และขายนมให้คุณบ้าง
นาซี
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปทั้ง 2 ตัว และยิงคุณ
บูโรแครต
คุณมีควาย 2 ตัว รัฐเอาไปทั้ง 2 ตัว ยิงตายไปหนึ่ง รีดนมตัวที่เหลือ และก็ละเลยไม่หาประโยชน์จากนมที่ได้มา
ทุนนิยม
คุณมีควาย 2 ตัว คุณขายไปหนึ่งตัว และเอาเงินซื้อพ่อควายมา ฝูงควายเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขยายตัว คุณขายฝูงควายได้เงินมา แล้วก็เกษียณอายุตัวเอง
เอกชนอเมริกัน
คุณมีควาย 2 ตัว ขายไป 1 ตัว และบังคับให้ตัวที่เหลือผลิตนมในปริมาณเท่ากับ 4 ตัวผลิต ต่อมาก็จ้างที่ปรึกษามาวิเคราะห์ว่าทำไมควายจึงตาย
เอกชนฝรั่งเศส
คุณมีควาย 2 ตัว คุณนัดการให้มีประท้วง จราจลกีดขวางถนน เพราะว่าคุณต้องการควาย3 ตัว
เอกชนญี่ปุ่น
คุณมีควาย2 ตัว คุณออกแบบและปรับแต่ง จนมันมีขนาดเท่ากับ 1 ใน 10 ของควายขนาดธรรมดา แต่ผลิตนมได้ 20 เท่าของควายปรกติ แล้วคุณก็สร้างตัวละครการ์ตูนชื่อว่า " Buffkimon" ขายไปทั่วโลก
เอกชนเยอรมัน
คุณมีควาย 2 ตัว คุณรีเอ็นจิเนียร์มันจนมีอายุ 100 ปี กินอาหารเดือนละครั้งและรีดนมตัวเอง
เอกชนรัสเซีย
คุณมีควาย 2 ตัว คุณนับมันและพบว่ามี 5 ตัว คุณก็นับมันอีกครั้งพบว่ามี 42 ตัว และคุณก็นับมันอีกจนพบว่ามี 2 ตัว คราวนี้คุณหยุดนับและเปิดเหล้าวอดก้าอีกขวด
เอกชนสวิส
คุณมีควาย 5,000 ตัว ไม่มีตัวใดเป็นของคุณเลย แต่คุณเก็บเงินจากเจ้าของเป็นค่าดูแล
เอกชนจีน
คุณมีควาย 2 ตัว มี 300 คนรุมรีดนม คุณประกาศว่าคุณมีการจ้างงานเต็มที่ แถมควายของคุณมีผลิตผลสุดยอดและจับผู้สื่อข่าวที่รายงานสถานการณ์จริงเข้าคุก
เอกชนอินเดีย
คุณมีควาย 2 ตัว เพื่อเอาไว้เทิดทูนบูชา
เอกชนอังกฤษ
คุณมีควาย 2 ตัว ทั้ง 2 ตัวบ้าหมด ( โรควัวบ้าเป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในอังกฤษ)
เอกชนอิรัก
ทุกคนคิดว่าคุณมีควายหลายตัว คุณบอกว่าคุณไม่มี แต่ไม่มีใครเชื่อคุณ ดังนั้นจึงถูกบอมบ์แหลกยับเยิน ถูกบุกยึดประเทศ ถึงกระนั้นคุณก็ยังไม่มีควาย แต่อย่างน้อยที่สุด ปัจจุบันคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย
(อันนี้แถม)
เอกชนไทย
คุณมีควาย 2 ตัว ตัวหนึ่งสีแดง ตัวหนึ่งสีเหลือง วันๆ มันไม่ยอมให้น้ำนม เอาแต่วิ่งเอาเขาชนกัน จนฟาร์มคุณพังวายวอด
<อันนี้แถมอีก>
เอกชนนอร์เวย์
คุณมีควาย 2 ตัว ทั้งสองตัวส่งขึ้นเครื่องบินไปเมืองจีน และไปรีดนมที่นั่น ได้นมส่งกลับมาขายภายในประเทศนอร์เวย์
Thursday, February 12, 2009
ตากะยาย
วันนี้เช็คอีเมล์ ปรากฏว่าได้รับข้อความส่งต่อจากเพื่อนสมัยทำงานที่แรก (บริษัทไทยนาม จำกัด มหาชน) เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตคู่ อ่านแล้วเห็นว่าเป็นคำสอนที่ดี คำที่ว่า"ให้อภัยและอดทน" คำนี้กินใจและเข้าใจ (ว่าสามีดิฉันตัองอดทนกับดิฉันมากมายขนาดไหน และดิฉันก็ต้องให้อภัยเขาเสมอมา) อ่านถึงประโยคสุดท้ายก็ทำให้ดิฉันยิ้มและก็หัวเราะออกมาได้ ที่เพื่อนเขียนบอกว่า "อ่านนะจ๊ะน่ารักมากเลย" ก็เลยเข้าใจ น่ารักจริงๆ วิธีการเขียนสอนแบบนี้ดีจัง ไม่เครียดและก็เข้าใจง่าย แถมได้ยิ้มและก็หัวเราะอีก หวังว่าใครที่ได้มาอ่านคงเข้าใจบวกทำใจกับการใช้ชีวิตคู่ และได้ยิ้มกับหัวเราะกับประโยคสุดท้าย (ตอนอ่านยังไม่จบ ยังสงสัยว่าเงินล้านทำไมยายแกไม่ฝากธนาคารถ้าแกได้จากย่าของแก) มาลองอ่านดูมีชาย-หญิงคู่นึงแต่งงานอยู่ด้วยกัน
กระทั่งถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรกันเลยเชียวหล่ะ
ฝ่ายหญิงมีกล่องเก็บของอยู่ใบหนึ่งวางในตู้เสื้อผ้า
และกำชับแกมขอร้องสามีว่าอย่าได้เปิดดูหรือถามใดใดทั้งสิ้น
ฝ่ายสามีก้อช่างน่ารักเสียเหลือเกิน
ไม่เคยปริปากถามเรื่องกล่องใบนั้นอีกเลย
วันเวลาผ่านไปหลายสิบปี อยู่มาวันหนึ่งฝ่ายหญิงป่วยมาก
หมอลงความเห็นว่าเธอคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่นานเธอจึงวานให้สามีช่วยไปหยิบกล่องใบนั้นจากตู้เสื้อผ้า
หลังจากที่ฝ่ายชายกลับมาพร้อมกับยื่นกล่องให้เธอ
เธอเปิดฝากล่องขึ้นมาพบว่ามี
ตุ๊กตาถักไหมพรมกับเงินอีกจำนวนหนึ่ง (ประมาณว่า 1,000,000 บาท)
บรรจุอยู่ข้างใน
ฝ่ายหญิงเริ่มเอ่ย "ในวันแต่งงานของเรา
คุณย่าของฉันได้ให้บทเรียนสอนใจ
ท่านว่าครอบครัวสมรสเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
หนักนิดเบาหน่อยต้องให้อภัยและอดทนให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ไว้เนื้อเชื่อใจ
มีความรักให้แก่กัน
และที่สำคัญคือมีความเข้าใจกัน "เธอหยุดพูด
พร้อมกับยื่นมืออันแทบจะไร้เรี่ยวแรงลูบตุ๊กตาไหมพรมไปมา
"คุณย่าได้แนะเคล็ดลับให้ว่า
เมื่อใดที่ความรู้สึกไม่พอใจเกิดขึ้น
หรือรู้สึกโกรธมากๆ
ขึ้นมา ให้ถักตุ๊กตาไหมพรมเก็บไว้ 1 ตัวเสมอ"
ฝ่ายชายเหลือบมองเข้าไปในกล่อง
มีตุ๊กตาไหมพรม 2 ตัววางอยู่
เขาเบือนหน้าไปอีกทาง
เพื่อหลบหยดน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ
เขารู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของภรรยามีต่อเขาเป็นยิ่งนัก
ชีวิตสมรสที่ยาวนานกว่า 50 ปี
มีตุ๊กตาไหมพรมเพียง 2 ตัว
เท่านั้นแทนจำนวนครั้งที่ภรรยาได้โกรธเคืองเขา
หลังจากปาดคราบน้ำตาแล้ว เขาหันกลับมา
ฝ่ายภรรยาพูดต่อ
" เธอคงแปลกใจกับเงินก้อนนี้สินะ"
ฝ่ายหญิงหยิบมันขึ้นมา
แล้วพูดต่อว่า
"มันเป็นเงินที่ได้มาจากการทยอยขายตุ๊กตาไปทีละตัวๆ ค่ะ"
Friday, November 14, 2008
Fw: พร 4 ข้อของท่าน ว.วชิรเมธี
[ใครที่ไม่ได้ไปนั่งฟังการบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้
1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
" กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก "
คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส " จิตประภัสสร " ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี
" แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข "
2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
" แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน "
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า " เจ้ากรรมนายเวร " ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้อง ถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น " ไฟสุมขอน " ( ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี " แผ่เมตตา " หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป
3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ " ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น "
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ " อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน "
" อยู่กับปัจจุบันให้เป็น " ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี " สติ " กำกับตลอดเวลา
4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
" ตัณหา " ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วย น้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วย เชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ " ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม "
ทุกอย่าง ต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ ใส่เพื่อความโก้หรู คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่ คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า " เกิดมาทำไม " " คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน" ตามหา " แก่น " ของชีวิตให้เจอ คำว่า "พอดี" คือถ้า "พอ" แล้วจะ"ดี" รู้จัก "พอ" จะมีชีวิตอย่างมีความสุข]
Monday, November 10, 2008
หลานสาวคนโต "พลอย"
สมัยก่อนอาจันทร์ใช้สิทธิ์วันหยุดพักร้อน รู้ไหมอาจันทร์ทำอะไร พาพลอยนั่งรถไฟไปโรงเรียน ตอนนั้นพลอยอยู่ชั้นอนุบาลใส่กระโปรงแดง อาจันทร์เอากล้องถ่ายรูปไปด้วย ก็ถ่ายรูปเดี่ยว รูปหมู่ พลอยมีเพื่อนวิ่งตามเยอะมาก ถ่ายกันจนหมดม้วนได้รูป 36-38รูปเลย พอพลอยเข้าเรียน อาจันทร์ก็เอาหนังสืออ่านเล่นมาอ่านและนั่งรอที่โรงอาหาร พอพลอยเลิกเรียนเราก็กลับบ้านด้วยกัน น่าจะได้เป็นอาดีเด่นตัวอย่าง ไม่ใช่อะไรสาวโสดไม่มีแฟนเวลาว่างมันเยอะ
พลอยได้เต้นได้รำกับงานโรงเรียนบ่อยมาก เมคอัฟ อาร์ติส (Make up artist ไม่อยากใช้คำว่าช่างแต่งหน้าเดี๋ยวเชย ใช้ภาษาอังกฤษดูหรูดี) ประจำตัวซุปเปอร์สตาร์ดาราพลอยก็อาจันทร์นั่นแหละ แต่เช้าตรู่ประมาณ 6โมง พลอยมาเคาะห้องอาจันทร์ “แต่งหน้าให้หนูหน่อย” ทาปากให้พลอยไม่ต้องกลัวเลอะ เธอนิ่งมาก บางครั้งงานใหญ่หน่อยอาจันทร์ไม่ได้ไปทำงานก็ต้องตามไปแต่งหน้าให้ที่โรงเรียน ว่าไปแล้วเธอมันลูกสาวอาจันทร์ชัดๆเลย
ตอนที่เราไปดูผลการสอบเข้ากัน แล้วพออาจันทร์เห็นชื่อเธอสอบติด อาจันทร์ก็กอดเธอ เธอถามว่า “อะไรเนีย”แบบเขินๆ พลอยไม่เข้าใจ อาจันทร์ไม่ได้เวอร์ ก็อาจันทร์ดีใจไง ยิ่งเห็นนามสกุลที่เขียนว่า “กันทา” ใจมันตื้นตัน นี่แหละครอบครัวเรา
พลอยเป็นเด็กเรียนเก่ง อาจันทร์ดีใจด้วยที่เทอมแรกปีนี้พลอยสอบได้เกรดเอ (A) ทุกวิชา หวังใจว่าพลอยจะตั้งใจเรียนเสมอต้นเสมอปลายต่อไป (ไม่กล้าเอารูป 1 นิ้วที่พลอยถ่ายปีนี้มาลง เอามอร์เตอร์ไซค์รุ่นที่พลอยซื้อปีนี้ลงแทน ยังไงดูเลือกใช้ให้ถูกกาล ว่าจะขับรถยนต์หรือขี่มอร์เตอร์ไซค์ อาจันทร์เป็นห่วง)
Subscribe to:
Posts (Atom)
